ขอบคุณพระเจ้าสำหรับภูมิหลังของคริสตจักรภาค 7 (ค.ศ. 1924-1934) ในปี ค.ศ. 1924 ศจ.ซิวเต็ง แซ่อึ้ง ซึ่งรับใช้พระเจ้าในสมาคมพระคริสตธรรมไทยและศาสนาจารย์ประจำคริสตจักรสะพานเหลืองได้ท้าทายเชิญชวนคริสตจักรจีนในประเทศไทยในขณะนั้นให้รวมตัวกันตั้งเป็น ศูนย์ประสานงานคริสตจักรจีนในประเทศไทย เพื่อแสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันและรวมพลังรับใช้พระเจ้าให้เกิดผลยิ่งขึ้น มีการตอบสนองเป็นอย่างดี โดยมีคริสตจักรไมตรีจิต (คริสตจักรแห่งแรกในประเทศไทย) คริสตจักรสะพานเหลือง (คริสตจักรที่ 3 ของคริสตจักรเพรสไบทีเรียนและคริสตจักรจีนแห่งแรกของคณะเพรสไบทีเรียนในประเทศไทย) และคริสตจักรสาธร (คริสตจักรที่ 6 ของคริสตจักรเพรสไบทีเรียนในประเทศไทย) เป็นแกนนำ ศูนย์ประสานงานคริสตจักรจีนในประเทศไทยได้เริ่มต้นพันธกิจและดำเนินการอย่างดีมาตลอดมา จนถึงปี ค.ศ. 1934 จึงได้ร่วมมือกับคริสตจักรอื่นๆ ในประเทศซึ่งมีอยู่แล้ว 6 ภาค ก่อตั้งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยใช้ชื่อ คริสตจักรภาค 7 เป็นภาคของคริสตจักรจีนทั่วประเทศไทย ประกอบด้วย คริสตจักรไมตรีจิต คริสตจักรสะพานเหลือง คริสตจักรสาธร คริสตจักรแปดริ้ว คริสตจักรชลบุรี คริสตจักรหนองงูเหลือม คริสตจักรนครปฐม คริสตจักรเพชรบุรี คริสตจักรหนองแก คริสตจักรทับเที่ยง แม้คริสตจักรจีนมีภูมิหลังการก่อตั้งคริสตจักรมาจากต่างคณะที่ต่างกัน เช่น คณะเพรสไบทีเรียน คณะแบ๊บติสต์ และคณะดิสไซเปิลส์ แต่ก็สามารถร่วมรับใช้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างดีตลอดมา

การขยายและพัฒนาของคริสตจักรภาค 7 และการก่อตั้งสถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์

คริสตจักรภาค 7 ได้ร่วมมือกันรับใช้พระเจ้าอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดงานฟื้นฟูด้วยกัน เช่น การฟื้นฟูของ ดี. จอห์น ซง ในปี ค.ศ. 1939 ซึ่งไม่เพียงช่วยฝห้คริสตจักรจีนในประเทศไทยตื่นตัวรับการเสริมสร้างฝ่ายจิตวิญญาณอย่างดีแล้ว คริสตจักรจีนในกรุงเทพยังได้ร่วมกันจัดตั้งทีมประกาศพระกิตติคุณไปประกาศตามสถานที่ต่างๆ นอกจากนี้คณะกรรมการคริสตจักรภาค 7 ยังได้ร่วมรับใช้พระเจ้าด้วยการเยี่ยมเยียนคริสตจักรในต่างจังหวัด พันธกิจสำคัญอีกอย่างที่คริสตจักรภาค 7 ได้ทำในช่วงนั้นคือการเสริมสร้างบุคลากรที่เป็นผู้รับใช้พระเจ้า โดยได้ร่วมกันก่อตั้ง โรงเรียนอบรมพระคัมภีร์ ขึ้นในปี ค.ศ. 1941 (ปัจจุบันคือสถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์, บีไอที) เพื่อเตรียมผู้รับใช้พระเจ้าให้กับคริสตจักรจีนในประเทศไทย ด้วยเหตุนี้ผู้สำเร็จการศึกษารุ่นแรกจึงเป็นอนุชนระดับแกนนำของคริสตจักรในขณะนั้น ทั้งคริสตจักรไมตรีจิต คริสตจักรสะพานเหลือง และคริสตจักรสาธร

ปัจจุบันสถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ มีอายุ 77 ปีแล้ว (ค.ศ. 1941-2018)

เริ่มต้นจากปี ค.ศ.1941 คริสตจักรภาค 7 พบว่าเนื่องจากสงครามเอเชียบูรพา คริสตจักรจีนในเวลานั้นไม่สามารถเชิญผู้รับใช้มาจากประเทศจีนได้ และคริสตจักรจีนก็ยังขาดผู้รับใช้พระเจ้าอีกมาก ขณะเดียวกันมีอาจารย์เจียว เหวย เจิน จากพระคริสตจักรในเมืองเซี่ยงไฮ้ มาเทศนาฟื้นฟูและสอนพระคัมภีร์ เมื่อทำพันธกิจเสร็จแล้ว ท่านเองก็ไม่สามารถกลับประเทศจีนเพราะอยู่ในช่วงสงคราม คณะธรรมกิจคริสตจักรภาค 7 จึงเชิญท่านช่วยเปิดอบรมสร้างอนุชนในขณะนั้นเตรียมให้เป็นผู้รับใช้พระเจ้าต่อไป ดังนั้น “ศูนย์อบรมพระคัมภีร์เล่ากวง” หลักสูตร 2 ปี จึงได้เกิดขึ้น ใช้สถานที่ที่คริสตจักรสาธร มีนักศึกษารุ่นแรกที่สำเร็จการศึกษามาจากแกนนำของคริสตจักรไมตรีจิต คริสตจักรสะพานเหลือง และคริสตจักสาธร น่าเสียดายที่ “ศูนย์อบรมพระคัมภีร์เล่ากวง” สร้างผู้รับใช้พระเจ้าได้ 2 รุ่นเท่านั้นก็ต้องปิดไป

“ศูนย์อบรมพระคัมภีร์เล่ากวง” ได้เริ่มต้นใหม่โดยศิษยาภิบาลของคริสตจักรสะพานเหลือง ศจ.เกรแฮม ฟูเลอร์ ในปี ค.ศ. 1949 โดยใช้อาคารที่พักในซอยสะพานสว่าง (น่าจะเป็นโรงเรียนเยนเฮส์ฯ ในสมัยก่อน) การศึกษาใช้เวลา 3 ปี หลักสูตรแบบโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์ จนเมื่อปี 1951 ศจ.เกรแฮม ฟูเลอร์ กลับสหรัฐอเมริกา จึงมอบให้ ศจ.คลิฟฟอร์ด เชฟฟี่ เข้ามาดูแลเป็นผู้อำนวยการตั้งแต่ปี 1949-1959 มีนักศึกษาจบ 5 รุ่นด้วยกัน

ปี ค.ศ. 1959 คริสตจักรไมตรีจิตและคริสตจักรหัวกุญแจก็ร่วมกันตั้งเป็นคริสตจักรภาคที่ 12 เป็นคริสตจักรจีนแบ๊บติสต์ในสภาคริสตจักนในประเทศไทย คริสตจักรไมตรีจิตจึงแยกออกจากคริสตจักรภาค 7 และคริสตจักรภาค 7 ก็เป็นคริสตจักรจีนเพรสไบทีเรียนในสภาคริสตจักรในประเทศไทย

ปี ค.ศ. 1960 เป็นช่วงเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ คณะธรรมกิจสภาภาคเห็นชอซื้อที่ดินในซอยสวัสดี สุขุมวิท 31 พริ้มบ้า 3 หลังใช้เป็นสถานที่เรียนและที่พักของนักศึกษา และศจ.คริฟฟอร์ด เชฟฟี่ ก็ได้ดำเนินการให้ “ศูนย์อบรมพระคัมภีร์เล่ากวง” ยกระดับขึ้นเป็นโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์อย่างเป็นทางการ และได้รับอนุมัติการจัดตั้งเป็นโรงเรียนสอนศาสนา จากกระทรวงศึกษาธิการในชื่อ “โรงเรียนอบรมพระคัมภีร์คริสเตียน” (The Bible Training School) หลักสูตร 3 ปี

เมื่อโรงเรียนเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เพราะมีศิษย์เก่าที่ได้สำเร็จการศึกษาไปรับใช้พระเจ้าในที่ต่างๆ ทั้งคริสตจักรจีนและคริสตจักรไทย ได้เป็นพยานชีวิตการรับใช้พระเจ้าที่ดี ไม่เพียงแต่อยู่ในคริสตจักรภาค 7 ยังมีภาคอื่นๆ ที่อยู่ในสภาคริสตจักรในประเทศไทยด้วย

ในปี ค.ศ. 1965-1966 คณะธรรมกิจภาคก็สร้างตึกใหม่ขึ้น ประกอบด้วยห้องสมุด เวทีการแสดง ห้องพักอาจารย์หญิงและหอพักนักศึกษาหญิง ซึ่งนับเป็นการพัฒนาและขยายโรงเรียนให้เจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งหนึ่ง คือการเริ่มเข้าเป็นสมาชิกสมทบของสมาคมศาสนศาสตร์ศึกษาแห่งเอเชียอาคเนย์ (Association for Theological Education in South Asia-ATESEA) ในปี ค.ศ. 1970 และมีการจัดหลักสูตรตามสถาบันศาสนศาสตร์สากล

ในปี ค.ศ. 1971 ได้เปลี่ยนชื่นจากโรงเรียนอบรมพระคัมภีร์คริสเตียนเป็น “โรงเรียนกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์” ในปี ค.ศ. 1975 ได้เข้าเป็นสมาชิกสมบูรณ์ของสมาคมศาสนศาสตร์ศึกษาแห่งเอเชียอาคเนย์ (ATESEA) และสมาคมศาสนศาสตร์ศึกษาแห่งเอเชีย (Asia Theological Association – ATA)

ค.ศ. 1980 ได้เริ่มหลักสูตรศาสนศาสตร์ตรี (B.Th.) และปี ค.ศ. 1984 ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับศาสนศาสตร์ตรี จากกรรมการรับรองมาตรฐานการศึกษา (Accreditation Commission) ของสมาคมศาสนศาสตร์ศึกษาแห่งเอเชียอาคเนย์ และปี ค.ศ. 1995 ได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาในระดับศาสนศาสตร์โท (M.Div.)

นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านทางด้านวิชาการและหลักสูตรการศึกษาแล้ว ที่สำคัญอีกอย่าง คือ การย้ายจากสุขุมวิท 31 ซอยสวัสดี มาที่สุขุมวิท 101/1 ซอยวชิรธรรมสาธิต 37 ในปี ค.ศ. 1985 ซึ่งเป็นที่อยู่ในปัจจุบัน

77 ปี มี 7 เรื่องที่เป็นจุดเด่นของสถาบันที่อยากนำเสนอ

1. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) เกิดขึ้นจากความต้องการผู้รับใช้พระเจ้าของคริสตจักรในขณะนั้น (ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1941) และได้พัฒนาจนถึงขณะนี้เป็นเวลา 77 ปีแล้ว ได้ผลิตผู้รับใช้พระเจ้าให้กับคริสตจักรภาค 7 และภาคอื่นๆ ในสังกัดสภาคริสตจักรในประเทศไทย และคริสตจักรอื่นๆ ทั่วประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น มีประธานธรรมกิจคริสตจักรภาคหลายภาค

2. สถาบันคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) เป็นสถาบันศาสนศึกษาที่ได้รับการสนับสนุนการเงินจากคริสตจักรในท้องถิ่นตั้งแต่เริ่มต้น คริสตจักรภาค 7 ได้ก่อตั้งสถาบันขึ้นมาเพื่อตระเตรียมผู้รับใช้พระเจ้า จึงได้ให้การสนับสนุนปัจจัยต่างๆ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขณะนี้ ไม่ว่าการซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทั้งซอยสวัสดี สุขุมวิทซอย 31 ย้ายมาอยู่ที่สุขุมวิท 101/1 ซอย 37 และอาคารใหญ่ 4 หลัง รวมทั้งที่ดินที่วังม่วง สระบุรี 52 ไร่ แน่นอนมีพี่น้องที่รักสถาบันนี้และได้สนับสนุนอย่างสุดกำลังมากมาย

3. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) เป็นสถาบันที่ตระเตรียมผู้รับใช้พระเจ้าเพื่อคริสตจักร ด้วยเหตุนี้เป้าหมายสำคัญ คือ เตรียมผู้รับใช้พระเจ้าที่จะรับใช้พระเจ้าในคริสตจักร ในองค์กรคริสเตียน เช่น สถาบันการศึกษาคริสเตียน โรงพยาบาล คริสตจักร และองค์กรอื่นๆ ของคริสเตียน ทุกวันนี้มีศิษย์เก่าเป็นศิษยาภิบาลอยู่ในคริสตจักรของภาคต่างๆ ในสภาคริสตจักรเกือยทุกภาค บางภาคมีผู้รับใช้พระเจ้ามากกว่า 80%

4. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) ได้ให้งานส่วนศาสนศาสตร์ระดับตรีเข้าเป็นคณะคริสตศาสนศาสตร์ เป็นปริญญาตรี (B.A.) ของมหาวิทยาลัยคริสเตียน

5. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) ได้ให้บริการวิชาการแก่สังคมมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโครงการพัฒนาพันธกิจคริสตจักร (SOM) ร่วมมือกับสภาคริสตจักรในประเทศไทยเปิดอบรมผู้ปกครอง มัคนายก และผู้นำทั่วไป (โครงการ STEP) และโครงการอื่นๆ

6. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) ได้ให้นักศึกษาได้ฝึกฝนและเข้าถึงสังคมที่เป็นอยู่ โดยร่วมมือกับองค์กรคริสเตียนที่ทำพันธกิจด้านสังคมโดยเฉพาะ เข้าพื้นที่เรียนรู้ปฏิบัติจริงในพื้นที่ เช่น โครงการสร้างผู้นำอบรมหลักสูตรองค์รวมร่วมกับมูลนิธิดรุณาทร โครงการฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชุมชนกับองค์กรศุภนิมิต เป็นต้น

7. สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์ (บีไอที) ยึดหลักความเชื่อขั้นพื้นฐาน คือ เชื่อว่าพระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้งภาคพันธสัญญาเดิมและภาคพันธสัญญาใหม่เป็นพระวจนะของพระเจ้าที่ได้รับการดลใจ เป็นมาตรฐานสูงสุดของความเชื่อ เป็นการปฏิบัติที่ถูกต้อง และไม่มีข้อผิดพลาดแต่ประการใด และเชื่อว่าหลักข้อเชื่อของอัครทูต (Apostolic Creed) และหลักข้อเชื่อไนเซีย (Nicene Creed) ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากคริสตจักยุคต้น เป็นหลักความเชื่อพื้นฐานที่ถูกต้องของคริสเตียน

ที่มา: บทความ “77 ปี บีไอทีกับคริสตจักร” โดย ศจ.วิรัช เศรษฐ์โสภณกุล จากสารผู้เลี้ยงบีไอที ฉบับ “รักพระเจ้า รักโลกของพระเจ้า”