S P A C E เตรียมพร้อมถวายตัว…สู่รั้ว BIT

ในการถวายตัวเพื่อรับใช้พระเจ้าผ่านการเรียนพระคัมภีร์ในสถาบันศาสนศาสตร์ มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ผู้รับการทรงเรียกจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนการเข้ารับการฝึกฝนตนเอง บทความนี้จึงขอกล่าวถึงวิธีการเตรียมตัวอย่างคร่าว ๆ เพื่อให้ผู้เรียนมีกรอบ และทิศทางในการฝึกฝนตนเอง เพราะคนที่เตรียมตัวมาเป็นอย่างดีย่อมไปสู่เส้นทางในการรับใช้พระเจ้าได้ดีกว่า กรอบนี้ใช้คํา “S P A C E” ซึ่งหมายถึง “พื้นที่ปฏิบัติการเตรียมตัวในการเข้าเรียนในสถาบันศาสนศาสตร์” คือ

S – Serve Now เมื่อพระเจ้าทรงเรียกท่านให้ถวายตัวเพื่อเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา การพัฒนาทักษะ การรับใช้เป็นสิ่งที่ “เริ่มยิ่งเร็วยิ่งดี ยิ่งมากยิ่งดี” เพราะมีประโยชน์อย่างน้อย 2 ประการ คือ

  1. ผู้เรียนได้พัฒนาศักยภาพในการรับใช้ได้รอบด้าน การศึกษาในรั้วพระคริสตธรรม นักศึกษาทุกคนจะต้องถูกส่งไปฝึกงานตามคริสตจักรต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถเลือกได้ว่าจะเข้าฝึกงานในคริสตจักรใด การฝึกงานเช่นนี้ไม่สามารถเลือกทําเฉพาะสิ่งที่ชอบได้ บางคนอาจได้เริ่มจากงานทําความสะอาดคริสตจักร งานครัว หรือแม้แต่แบ่งปันพระวจนะตั้งแต่สัปดาห์แรกของการฝึกงาน ดังนั้นก่อนก้าวเข้าสู่รั้วพระคริสตธรรม หากมีการเตรียมความพร้อมตั้งแต่ก่อนมาเรียนในพระคริสตธรรมก็จะช่วยให้ผู้เรียนมีต้นทุนที่ดี และไม่ต้องปรับตัวมากจนเกินไป
  2. ผู้เรียนจะได้ค้นพบของประทานที่พระเจ้าประทานให้ สามารถพัฒนาจนแข็งแกร่ง และนําไปพัฒนาให้กับคริสตจักรที่เข้าไปฝึกงาน เช่น หากมีของประทานในการเสริมสร้างวัยรุ่นก็สามารถเป็นกําลังสําคัญสําหรับคริสตจักรในการพัฒนาพันธกิจในด้านนั้น ๆ และช่วยให้คริสตจักรดังกล่าว มีกลุ่มวัยรุ่นที่เข้มแข็งได้ และยังคงอยู่แม้ย้ายไปฝึกงานที่อื่นแล้ว ดังนั้น เริ่มรับใช้ตั้งแต่วันนี้ แสวงหาทุกสิ่งที่ท่านจะสามารถยื่นมือเข้าไปช่วยได้ เพื่อพัฒนาตัวท่านเอง และเพื่อจะรู้ว่าของประทานของท่านคืออะไรเพื่อการพัฒนาต่อยอดเมื่อเข้าศึกษาในสถาบันพระคริสตธรรม นอกจากนี้ ยังเป็นการฝึกฝนทักษะพื้นฐานในการรับใช้ เพื่อการเตรียมความพร้อมสําหรับการฝึกภาคสนาม เช่น การนํานมัสการ การร้องเพลง การเล่นดนตรี การพูดต่อหน้าสาธารณชน การสอนชั้นเรียนรวีวารศึกษา การนําสันทนาการ หรือแม้แต่การทําอาหาร เป็นต้น

P- Practice: Spiritual Disciplines วินัยฝ่ายวิญญาณเป็นสิ่งที่จําเป็นต่อคริสเตียนทุกคน เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยให้รู้จักพระเจ้ามากขึ้น ทําให้ติดสนิทกับพระเจ้า ไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต สําหรับผู้ที่จะถวายตัวเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา วินัยฝ่ายวิญญาณนอกจากเป็นสิ่งที่จําเป็นแล้ว ยังเป็นสิ่งที่ต้องทําเพื่อเป็นแบบอย่างให้แก่ผู้เชื่ออื่น ๆ ด้วย

วินัยฝ่ายวิญญาณ คือ การกระทําที่ช่วยให้ชีวิตจิตวิญญาณของผู้เชื่อเติบโตในพระธรรม 1 ทิโมธี 4:7 กล่าวว่า “จงฝึกตนในทางพระเจ้า” ซึ่งมีการฝึก 4 ประการ คือ

1. อธิษฐาน ทันทีที่หัวใจเรียกร้องให้ถวายตัวเพื่อเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา ให้สิ่งนี้เป็นคําอธิษฐานของ ท่านอยู่เสมอ ขอพระเจ้าเพื่อให้ท่านมั่นใจในการทรงเรียกซึ่งเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดในการถวายตัวเพื่อ รับใช้เต็มเวลา เมื่อเรามั่นใจในการทรงเรียกของพระเจ้า สิ่งนี้จะเป็นแรงสําคัญที่ทําให้ท่านที่ต้องการ ถวายตัวมุ่งมั่นทั้งในการยอมรับการขัดเกลาชีวิต และในการทุ่มเทศึกษาพระวจนะของพระเจ้า

“จงอธิษฐานอย่างสม่ําเสมอ” (1 เธสะโลนิกา 5:17) สําคัญอย่างไร การอธิษฐาน ควรมีทั้งการสรรเสริญ การสารภาพ การขอบพระคุณ และการทูลขอ ท่านต้องอธิษฐานอย่างสม่ําเสมอด้วยความจริงใจ

การสรรเสริญ จะนําให้พระเจ้ายิ่งใหญ่เสมอในชีวิตการเป็นผู้รับใช้ เราจะไม่พลาดเป้าไปรับใช้อย่างอื่น เช่น เงิน บุคคล ความหรูหรา หรือตําแหน่ง เป็นต้น

การสารภาพ จะนําให้ท่านมีชีวิตที่ตระหนักถึงความอ่อนแอของตน และพระคุณที่พระเยซูคริสต์ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อไถ่บาปให้มนุษย์รวมทั้งผู้รับใช้พระเจ้าเสมอ ทําให้ท่านรับใช้พระเจ้าด้วยใจถ่อม และไม่ให้โอกาสแก่มารเข้ามาทําลายชีวิตการรับใช้

การขอบพระคุณ จะนําให้ท่านขอบคุณพระเจ้าในทุกกรณี อาจมีหลายครั้งที่ท่านรู้สึกล้มเหลวในการรับใช้พระเจ้า หรือในการดําเนินชีวิต แต่อย่าลืมว่าความสําเร็จในสายพระเนตรของพระเจ้า และในสายตาของมนุษย์ไม่เหมือนกัน เช่น การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ ในสายตาของสาวก เป็นความล้มเหลว แต่พระเยซูคริสต์ตรัสว่า “สําเร็จแล้ว”

การทูลขอ จะนําให้ท่านแสดงความไว้วางใจในพระเจ้าในฐานะที่เป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า เป็นความเชื่อมั่นว่าพระเจ้าที่รับใช้อยู่นั้น มีฤทธิ์อ่านาจอย่างเพียงพอในการดูแลชีวิตของท่านและต่อทุกเรื่องราวที่ท่านทูลขอ ซึ่งการเป็นผู้รับใช้พระเจ้า หลายครั้งท่านจะได้ทูลขอพระเจ้าเรื่องของพี่น้องในรั้วพระคริสตธรรม ท่านจะได้ทูลขอเพื่อคณาจารย์ หรือเพื่อน ๆ นักศึกษาที่จะสามารถก้าวต่อไป สู่เส้นทางรับใช้ด้วยกันอย่างเข้มแข็ง

สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์จัดเตรียมห้องสําหรับอธิษฐานเป็นการส่วนตัว 2 ห้อง ซึ่งสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเพื่อท่านจะติดสนิทกับพระเจ้ามากขึ้น

2. นมัสการอย่างสม่ําเสมอ ผู้ที่ต้องการถวายตัวเพื่อเป็นผู้รับใช้พระเจ้าเต็มเวลา จะรับใช้อย่างมีเป้าหมายไม่ได้เลย หากผู้รับใช้พระเจ้าไม่รู้จักพระเจ้าที่ตัวเองรับใช้อยู่ การนมัสการพระเจ้าอย่างจริงใจ เป็นการประกาศว่าพระเจ้าที่เรากําลังจะรับใช้ตลอดชีวิตของเรายิ่งใหญ่เพียงใด เป็นการประกาศต่อตัวเองต่อคนรอบข้าง และต่อผู้ที่ไม่รู้จักพระเจ้า การนมัสการคือการแสดงออกโดยการสรรเสริญจากส่วนลึกของหัวใจของเราที่มีต่อพระเจ้า ผู้ทรงเป็นที่เข้าใจได้ผ่านทางพระวจนะของ พระองค์ ถ้าเราไม่ได้มีความจริงเรื่องพระคัมภีร์ เราไม่รู้จักพระเจ้า และเราไม่สามารถนมัสการได้อย่างแท้จริง ภาษากรีกในพันธสัญญาใหม่ส่วนใหญ่มักจะแปล “การนมัสการ” (proskuneo) ว่าคือ “ล้มลงกราบ” หรือ “ก้มกราบต่อหน้า”

การนมัสการด้วยจิตวิญญาณต้องมุ่งไปที่พระเจ้าให้ทรงเป็นศูนย์กลาง และฟื้นชีวิตใหม่โดยความจริง เปาโลตักเตือนเราให้ “ถวายตัวของท่านแด่พระองค์เพื่อเป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิตอันบริสุทธิ์ และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่านทั้งหลาย”

เพราะการนมัสการนั้นสําคัญ สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์จึงจัดให้มีการนมัสการเป็นประจําทั้งเช้า กลางวัน และเย็น เพื่อให้นักศึกษาได้ใกล้ชิดพระเจ้า เข้าใจศาสนศาสตร์ของการนมัสการพระเจ้า และแสดงออกเป็นท่าทีที่เหมาะสมในการนมัสการพระองค์

3. การเฝ้าเดี่ยวเป็นประจํา เสมือนนักดนตรีที่ทําการปรับจูนสายเครื่องดนตรีอย่างสม่ําเสมอ ในแต่ละวัน เรามีหลายเรื่องราวที่ต้องเผชิญ ทั้งสุข ทุกข์ เศร้า สนุก ท้าทาย ซึ่งการเฝ้าเดี่ยวในแต่ละวันจะนําให้ท่านไม่ลืมสรรเสริญและขอบคุณพระเจ้า สารภาพบาปต่อพระเจ้า และทูลขอเพื่อตนเองและเพื่อคนอื่น ๆ ต่อพระเจ้าทุกวัน รวมถึงรับการขัดเกลา และหนุนใจด้วยพระวจนะ หากชีวิตคริสเตียนขาดการเฝ้าเดี่ยว เสียงเครื่องดนตรีของเราอาจไม่เข้ากับวงดนตรีของพระเจ้าแล้วก็เป็นได้

A-Attitude “ความเชื่อซึ่งแสดงออกเป็นการกระทําด้วยความรักนั้นสําคัญ” จากกาลาเทีย 5:6 การถวายตัวเป็นผู้รับใช้พระเจ้า เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับคน ครอบครัว คริสตจักร เพื่อน หรือแม้แต่คนที่ไม่รู้จัก สําหรับท่านที่ต้องการถวายตัวจําเป็นต้องใคร่ครวญ คือ การให้อภัย มีความขัดแย้งใดที่เกิดขึ้นระหว่างมนุษย์ ขอให้ท่านคืนดี หรือนําเรื่องนี้ทูลขอการคืนดีจากพระเจ้าอย่างจริงใจ หากท่านทําความผิดต่อใครแล้วยังค้างคา ขอให้ท่านถ่อมใจลงและสารภาพต่อกัน และสารภาพต่อพระเจ้าเช่นกัน

ทัศนคติของการเป็นผู้รับใช้เต็มเวลา คือ การเป็น “ผู้เลี้ยง” สถาบันกรุงเทพคริสตศาสนศาสตร์จึงตั้งชื่อสารนี้ว่า “สารผู้เลี้ยง” การเป็นผู้เลี้ยง สิ่งแรกคือจดจ่อต่อ “ผู้ที่ท่านกําลังเลี้ยงดูฝ่ายวิญญาณ” ไม่ใช่ “ตนเอง” พระวจนะของพระเจ้าจึงสอนให้เราทั้งหลาย “เอาชนะตนเอง แบกกางเขน และตามเรามา” เมื่อใดที่ท่านเลิกจดจ่อที่ตัวท่านเอง ท่านจะเริ่มมองเห็นความต้องการของผู้อื่น พระเยซูคริสต์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการสละความเป็นพระเจ้า และมาบังเกิดและสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ครั้งสุดท้ายที่ท่านเสียสละเพื่อผู้อื่นคือเมื่อไหร่? การเสียสละอาจทําให้ท่านรู้สึกเสียเปรียบ แต่เป็นสิ่งที่น่าจดจํา และเป็นสิ่งที่ “ขโมยหัวใจ” ไปจากคนที่ได้รับการเสียสละจากท่าน การรับใช้พระเจ้า ไม่ใช่รับใช้เพื่อจะต่อรองกับพระเจ้าว่า ฉันจะรับใช้ถ้าพระเจ้าประทานสิ่งนี้ให้ฉันก่อน ผู้รับใช้ที่แท้จริง ไม่ใช้พระเจ้าเป็นเครื่องมือเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง แต่เป็นผู้ที่ยอมให้พระเจ้าใช้ตาม พระประสงค์ของพระองค์ นี่คือทัศนคติที่ท่านพึงมี พระธรรมมัทธิว 5:41 “ถ้าใครจะเกณฑ์ท่านให้ เดินทางไปหนึ่งกิโลเมตร ก็ให้เลยไปกับเขาถึงสองกิโลเมตร” ซึ่งสอนผู้ติดตามพระคริสต์ว่า หากมีผู้ใดเอาเปรียบ หรือทําบางสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ให้ถือว่าเป็นโอกาสฝึกฝนชีวิตการรับใช้ของเรา

สิ่งที่สอง คือ ความซื่อสัตย์ อย่าคาดหวังว่าสถาบันพระคริสตธรรมจะเปลี่ยนแปลงท่าน เพราะหากท่านไม่ตระหนักและระมัดระวังในเรื่องนี้จะทําให้ท่านล้มลงได้ง่าย เพราะสังคมปัจจุบันอะลุ้มอล่วยต่อมาตรฐานความซื่อสัตย์ และจบลงที่ว่า “ใคร ๆ เขาก็ทํากัน” แต่ “ผู้รับใช้” จําเป็นต้องแตกต่างเพื่อเป็นแบบอย่าง ท่านอาจไม่ได้คิดว่าท่านจะยักยอกเงินคริสตจักร แต่ความซื่อสัตย์ดังกล่าวรวมไปถึงการความซื่อสัตย์ต่อเวลาที่ทุ่มเทในการรับใช้ ทุ่มเทในการเลี้ยงดูสมาชิก ทุ่มเทในการรักษาชีวิตให้เป็นแบบอย่าง ความซื่อสัตย์ในการศึกษาพระวจนะ ซื่อสัตย์ในการถวายสิบลด ซื่อสัตย์ในคําพูด ซื่อสัตย์ในความคิดที่มีต่อผู้อื่น รวมถึงซื่อสัตย์ในชีวิตส่วนตัวด้วย

C-Calling การทรงเรียก เป็นสิ่งที่ทําให้การถวายตัวเป็นผู้รับใช้เต็มเวลาแตกต่างจากวิชาชีพอื่น ๆ ในวิชาชีพทั่วไป ความถนัดและความรู้ความเข้าใจในวิชาชีพนั้น ๆ เป็นสิ่งสําคัญที่สุด เช่น ด้านบัญชี ผู้เรียนควรมีความรู้ความเข้าใจในด้านคณิตศาสตร์ และการบริหารเป็นสําคัญ แต่สําหรับการถวายตัวเป็นผู้รับใช้เต็มเวลานั้น นอกจากความรู้ความเข้าใจ สิ่งที่สําคัญยิ่งกว่านั้น คือ ทุกคนที่เข้าสมัครสอบ ควรมั่นใจในการทรงเรียก เป็นหนึ่งคําถามสําคัญในการสอบสัมภาษณ์ที่ผู้สมัครสอบคัดเลือกจะต้องตอบ เราจะมั่นใจในการทรงเรียกได้อย่างไรบ้าง เพราะเหตุใด “การทรงเรียก” จึงสําคัญ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าพระเจ้าทรงเรียก?

1. จากภายใน: ผ่านความชอบ ความปรารถนา พระเจ้าทรงเร้าจิตใจข้างในของเรา อาจเป็นความชอบ ความถนัด หรือภาระใจในสิ่งนั้น ๆ หากท่านไม่แน่ใจว่ามีความชอบหรือไม่ชอบอะไร ขอให้กลับไปที่ S-Serve Now อย่าเพิ่งใจร้อนรีบบอกว่าใช่ หรือไม่ใช่ อย่าด่วนสรุปว่าทําไม่ได้เพียงเพราะมีบางคนที่รับใช้ได้ดีกว่าเรา หรืออย่าด่วนสรุปว่าเราสามารถรับใช้เต็มเวลาได้เพราะเรามีความสามารถบางอย่างที่ผู้รับใช้พึงมี เช่น เล่นดนตรีได้ เพราะดนตรีเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานรับใช้ ยังคงมีอีกหลายทักษะที่ต้องเรียนรู้

2. จากภายนอก: ผ่านคน ผ่านสถานการณ์ พระเจ้าอาจจะบอกเราผ่านคนบางคนที่เป็นผู้ใหญ่ ฝ่ายวิญญาณ หรือสถานการณ์บางอย่างที่เฉพาะเจาะจงกับเรา เพราะว่าทุกอย่างไม่มีคําว่าบังเอิญสําหรับพระเจ้า คนที่อยู่รอบ ๆ ข้างเรา อาจช่วยสังเกตและบอกท่านได้

3. จากด้านบน: ผ่านพระคัมภีร์ นี่คือแนวทางที่สําคัญที่สุด ถูกต้องที่สุด เชื่อถือได้มากที่สุด ยิ่งกว่า 2 แนวทางที่กล่าวมา พระเจ้าบอกเราผ่านการเฝ้าเดี่ยว การอธิษฐาน และการอ่านพระคัมภีร์ ซึ่งวิธีการเหล่านี้เป็นการฟังเสียงของพระองค์โดยตรง

E-Enjoy คุยเรื่องซีเรียสมามากแล้ว สุดท้าย คือ เปิดใจให้กว้าง เรียนรู้ให้มากที่สุดกับการรับใช้ ทั้งด้านชีวิต ทั้งด้านพระวจนะ และประสบการณ์ และ Enjoy กับการเป็นผู้รับใช้ของพระเจ้า ดังที่พระธรรมปัญญาจารย์ 3:11-12 ได้กล่าวไว้ว่า “พระองค์ทรงกระทําให้สรรพสิ่งงดงามตามวาระของมัน พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจมนุษย์ด้วย แต่มนุษย์ยังค้นไม่พบว่า พระเจ้าทรงกระทํา อะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดท้าย ข้าพเจ้าทราบแล้วว่า สําหรับเขาไม่มีอะไรดีไปกว่าเปรมปรีดิ์ อาจารย์ประจําหมวดพันธสัญญาใหม่และร่าเริงตลอดชีวิตของเขา”