แนวคิดด้านการตรวจสุขภาพคริสตจักร (Church Health Assessment Conception)

1. บทนําสู่แนวคิดสากลเรื่องสุขภาพ

ผู้มีความเกี่ยวข้องในแวดวงสาธารณสุขและสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพจะคุ้นเคยกับคําว่า “สุขภาพ” เป็นอย่างดี โดยองค์การอนามัยโลก (World Health Organization :WHO) ได้นิยามความหมายของสุขภาพ คือ “ภาวะอันสมบูรณ์ของภาวะทางกาย จิต การดํารงชีวิตในสังคมอย่างปกติสุข” (Taylor & Marandi, 2008) และพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ได้นิยามว่า สุขภาพ หมายถึง “ภาวะของมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย ทางจิต ทางปัญญา และทางสังคม เชื่อมโยงกันเป็นองค์รวมอย่างสมดุล” (พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ, 2550)

จากนิยามทั้งสองจะเห็นได้ว่า สุขภาพไม่ได้หมายถึงการปราศจากโรคหรือความบกพร่องทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังได้ครอบคลุมไปถึงสุขภาพจิตที่ดีในการดําเนินชีวิต สุขภาพทางสังคมที่สามารถปรับตัวได้อย่างสมดุล ซึ่งสอดคล้องกับเอกสารเกี่ยวกับการกํากับดูแลและคุ้มครองระบบสุขภาพถ้วนหน้าโดย World Health Organization (2014) ได้รายงานว่า นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมาหลายประเทศได้ตื่นตัวและขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนในสังคมเป็นพื้นที่ส่งเสริมสุขภาพ (All for Health) นํามาซึ่งหลักคิดของการอภิบาลระบบสุขภาพ (Health System Governance) ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่พัฒนามาจากแนวคิดการรักษาพยาบาลเมื่อมีการเจ็บป่วย มาเป็นการตระหนักถึงความสําคัญของการส่งเสริมและดูแลสุขภาพของประชาชนให้มีความเข้มแข็งหรือแข็งแรงทั้งร่างกายและจิตใจที่เรียกว่า “ความอยู่ดีมีสุข” หรือ “ความผาสุก” (well-being)

แนวคิดเรื่องสุขภาพไม่เพียงแต่เป็นองค์ความรู้ในศาสตร์สาขาด้านสาธารณะสุขหรือวิทยาศาสตร์สุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวคิดสากลที่ถูกปรับใช้กับการศึกษาด้านการเติบโตของคริสตจักร (Church Growth Studies) อีกด้วย เพื่อใช้ในการบรรยายลักษณะของคริสตจักรที่เติบโต และองค์ความรู้เหล่านี้ได้พัฒนาอย่างต่อเนื่อง เช่น การศึกษาปัจจัยด้านต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับคุณภาพของการเติบโต จนสามารถทําความเข้าใจถึงการมี “สุขภาพที่ดีของคริสตจักร” (Healthy Church) มีลักษณะอย่างไร ทั้งในรูปแบบปรัชญาแนวคิดไปจนกระทั่งการศึกษาวิจัย พัฒนาเครื่องมือตรวจวัดสุขภาพ โดยบทความนี้ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์เพื่อนําเสนอพัฒนาการเกี่ยวกับแนวคิดด้านการตรวจสุขภาพคริสตจักร และแสดงตัวอย่างบางส่วนที่เป็นหลักการศึกษา วิธีการด้านการตรวจสุขภาพคริสตจักรในระดับสากล

2. พัฒนาการของแนวคิดสุขภาพคริสตจักร

นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมา คริสตจักรหลายแห่งให้ความสนใจเรื่องการขยายตัวของคริสตจักร โดยนักวิชาการ เช่น Donald McGavran ซึ่งขณะนั้นได้รับการยอมรับในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านงานมิชชั่นต่างประเทศ นําเสนอแนวคิดเรื่อง “การเติบโตของคริสตจักรหรือการเพิ่มพูนคริสตจักร (Church Growth) ผ่านงานเขียนที่มีชื่อว่า Understanding Church Growth สาระสําคัญของหลัก คิดที่ใช้อธิบายเรื่องการเติบโตได้แบ่งออกเป็น 4 ประเด็น อันได้แก่ 1) การเติบโตในเชิงตัวเลขหรือ เชิงปริมาณ 2) อัตราการเติบโต 3) ประเภทของการเติบโต และ 4) แหล่งสถานที่หรือบริเวณพื้นที่ที่มีการเติบโต (McGavran, 1990) แนวคิดของ McGavran ช่วงเวลานั้นเองก็มีอิทธิพลต่อความสนใจของนักวิชาการด้านงานมิชชั่นและคริสตจักรเป็นจํานวนไม่น้อยเกี่ยวกับการขยายตัวของคริสตจักร (Church Growth Movement) ในขณะเดียวกันมีกลุ่มนักวิชาการรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมขยายแนวคิดดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นในสถาบันพระคริสตธรรม ช่วงปี ค.ศ. 1970-1980 รวมถึงไป Peter Wagner ซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนในพระคริสตธรรม Fuller Theological Seminary ในสหรัฐอเมริกา และต่อมา Wagner เป็นผู้ที่มีบทบาทสําคัญในการร่วมปรับปรุงหนังสือของ McGavran เพื่อการเคลื่อนไหว แนวคิดนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นจึงได้เพิ่มเติมมิติของการขยายตัวของคริสตจักรออกไปอีก 4 ระดับ คือ 1) การเติบโตภายในคริสตจักร 2) การขยายตัวสู่สังคมภายนอก 3) การบุกเบิกก่อตั้งคริสตจักรใหม่ และ 4) การขยายตัวของคริสตจักรไปยังต่างแดน จนกระทั่งนําไปสู่การรณรงค์ด้านการประกาศ พระกิตติคุณครั้งใหญ่ในช่วงปี 1980 (McIntosh, 2004)

Martin L. Nelson ซึ่งศิษย์เก่าของพระคริสตธรรม Fuller Theological Seminary ขณะนั้นเป็นผู้อํานวยการของ World Vision of Korea (1956-1973) ภายหลังได้เป็นอาจารย์สอนที่สถาบันพระคริสตธรรม ACTS (Asian Center for Theological Studies and Mission) ในสาขาพันธกิจ จนกระทั่งในปี ค.ศ.1974 Nelson ตีพิมพ์เอกสารในประเทศเกาหลีเรื่อง “The How and Why of Third World Missions, An Asian Case Study” ได้สร้างความตื่นตัวในสถาบันพระคริสตธรรม และคริสตจักรในเกาหลีตลอดจนประเทศในแถบเอเชีย จนกระทั่งได้ปรับปรุงเป็นตํารา Principles of Church Growth โดยแนวคิดของ Nelson (1991) เน้นการประกาศพระกิตติคุณและการบุกเบิกก่อตั้งคริสตจักร หลักการที่ใช้คือ การประกาศ บัพติศมา สอน สร้างสาวก และออกไปตั้งคริสตจักร ซึ่งเป็นแนวคิดของการเพิ่มพูนคริสตจักรผ่านการประกาศพระกิตติคุณ ระยะนั้นนับได้ว่าเป็นยุคทองของสถาบันพระคริสตธรรมที่มีอิทธิพลต่อการชี้นําทางความคิดของคริสตจักรเกี่ยวกับการขยายตัวของคริสตจักรเป็นอย่างมากทั้งในสหรัฐอเมริกาและแถบเอเชีย

แนวคิด Church Growth ได้แพร่ขยายออกไปในหนึ่งช่วงทศวรรษ คริสตจักรและศิษยาภิบาลก็พบว่าแนวคิดนี้มียังจุดอ่อนก็คือเป็นลักษณะการขยายตัวที่ไม่ได้มุ่งเน้นการเติบโตภายในหรือ “การเติบโตในฝ่ายจิตวิญญาณ” ในปี ค.ศ. 1990 ผู้นําคริสตจักรจึงได้เริ่มที่จะหันกลับมาทบทวนแนวคิดดังกล่าว และหยุดติดตามนักวิชาการจากสถาบันพระคริสตธรรมหรือนักเขียนด้านการเติบโตของคริสตจักร ตลอดจนแสวงหาหาแบบอย่างของศิษยาภิบาลในคริสตจักรที่เติบโตและประสบความสําเร็จ อย่างเช่น Rick Warren, Bill Hybels, Steve Sjogren และคนอื่น ๆ กลุ่มผู้นําคริสตจักรเหล่านั้นพบว่า การทํางานของศิษยาภิบาลดังกล่าวไม่ได้เน้น “การเติบโตของคริสตจักร” แต่เป็น “สุขภาพของคริสตจักร” พวกเขาอธิบายว่า “คริสตจักรที่มีสุขภาพดี” เกิดจากการสร้างค่านิยมหลักและเอาจริงเอาจังกับค่านิยมเหล่านั้น เพราะฉะนั้นสุขภาพคริสตจักรจึงเป็นเรื่องที่เกิดจากการประยุกต์แนวคิดเรื่องสุขภาพของมนุษย์มาเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ว่า คริสตจักรมีชีวิต ไม่ใช่เป็นเพียงอาคารสถานที่หรือโครงสร้าง แต่ประกอบด้วยผู้เชื่อรวมกัน การทําทุกพันธกิจของคริสตจักรจะต้องเล็งเห็นถึงการเติบโตอย่างมีคุณภาพในชีวิตฝ่ายวิญญาณ และขณะเดียวกันพันธกิจคริสตจักรที่มีผลต่อการเติบโตในฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อในแต่ละด้าน (Clark, 2010) ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สามารถวัดและติดตามผลได้ สะท้อนข้อมูลจากการทําพันธกิจของคริสตจักรและพฤติกรรมชีวิตฝ่ายวิญญาณ นอกจากจะรวบรวมข้อมูลได้แล้วก็ยังเป็นตัวบ่งชี้สุขภาพของคริสตจักร แนวคิดนี้จึงแสดงให้เห็นว่าเป็นช่วงของการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากเรื่องการเติบโตของคริสตจักรหรือการขยายคริสตจักรมาสู่เรื่องสุขภาพคริสตจักร (Anyabwile, 2008; Scazzero, 2010; Jackson, 2015; McIntosh, 2016)

ไม่กี่ปีจากนั้น การศึกษาเรื่องสุขภาพคริสตจักรที่มีแนวโน้มนําไปสู่กระบวนทัศน์เชิงพัฒนาที่เรียกว่า “การพัฒนาคริสตจักร” โดยเริ่มจากกลุ่มของ Schwarz และคณะ (1996) ที่ได้ทําการวิจัยในโครงการพัฒนาคริสตจักรอย่างเป็นธรรมชาติ (Natural Church Development: NCD) ในระหว่างปี 1994-1996 ภายใต้กรอบความคิดพื้นฐานคือ คริสตจักรเปรียบเสมือนสิ่งมีชีวิต และทุกคริสตจักรมีศักยภาพที่จะเติบโต หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี ย่อมต้องเติบโตอย่างแน่นอน และการที่ไม่เติบโตย่อมแสดงว่าอาจจะมีสิ่งผิดปกติอยู่ โดยงานวิจัยนี้ทําการศึกษาคริสตจักรกว่า 1,000 แห่งใน 32 ประเทศ และได้ข้อค้นพบถึงคุณลักษณะที่มีผลต่อคุณภาพชีวิตของคริสตจักร 8 ประการ ที่ถอดมาจากพระคัมภีร์ ได้แก่

1) มีผู้นําที่คอยเสริมสร้างความเป็นผู้นํา (Empowering Leadership)

2) สมาชิกคริสตจักรได้รับใช้ตามของประทาน (Gift-Oriented Lay Ministry)

3) มีจิตวิญญาณแห่งความกระตือรือร้น (Passionate Spirituality)

4) โครงสร้างคริสตจักรมีประสิทธิภาพ (Functional Structures)

5) มีการนมัสการที่ดลจิตใจ (Inspiring Worship

6) ให้ความสําคัญกับกลุ่มย่อย/กลุ่มเซลล์ (Holistic Small Groups)

7) การประกาศพระกิตติคุณที่เน้นพื้นฐานความต้องการ (Need-Oriented Evangelism)

และ 8) ความสัมพันธ์ที่เต็มไปด้วยความรัก (Loving Relationship)

ภาพที่ 1: ปริมาณต่ำสุดที่ถังจะบรรจุน้ำได้
ที่มา: Schwarz (1996)

โดยค่าที่วัดได้ในแต่ละอันจะเปรียบเสมือนรายการสุขภาพของคริสตจักร ในที่นี้แทนด้วยแผ่นไม้กระดานซึ่งมีความสูงที่ไม่เท่ากันประกอบเข้าด้วยกันเป็นถังไม้ใส่น้ํา (ตามภาพที่ 1) ไม้กระดานแผ่นที่ต่ําที่สุดจะเป็นตัวกําหนดปริมาณน้ําที่จะบรรจุในถังนั้นได้ ซึ่งระดับความสูงของน้ําจะอยู่ที่ระดับของไม้ที่ต่ําที่สุด หลักการนี้หากคริสตจักรพบว่าค่าใดที่น้อยที่สุดก็จะเร่งปรับแก้ไขเรื่องนั้น ๆ เสียก่อน และก็ปรับปรุงเรื่องอื่น ๆ ต่อไปตามลําดับ

Getz (2007) ศาสตราจารย์ของ Moody Bible Institute, Dallas Theological Seminary ได้เสนอแนวคิดและหลักการวัดสุขภาพคริสตจักร (The Measure of a Healthy Church) ในปี 1995 ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการศึกษาวิจัยเชิงพัฒนาคริสตจักรของโครงการพัฒนา คริสตจักรอย่าง เป็นธรรมชาติ แนวคิดที่ Getz ได้เผยแพร่นั้นได้ยึด หลักการพื้นฐานของการวัดในเชิงคุณภาพมากกว่าในเชิงปริมาณ ซึ่งจะต้องสามารถอธิบายได้ถึง คุณภาพของ 3 องค์ประกอบคือ ผู้นํา การนมัสการ และชีวิตฝ่ายวิญญาณ และพันธกิจคริสตจักร เป็น เครื่องมือวัดของคริสตจักรสุขภาพดี

ในยุคปี 2000 เป็นต้นมาจนกระทั่งปัจจุบันมีกลุ่มนักคิดด้านพัฒนาคริสตจักรจํานวนมากจากทั่วโลก ได้รวมตัวกันพัฒนาแนวคิดและเกณฑ์หรือประเด็นพิจารณาสุขภาพคริสตจักรมากกว่า 100 เครื่องมือ เพื่อแก้ไขประเด็นที่คริสตจักรขยายตัวแต่เกิดปัญหาและปัจจัยหลายประการตามมาที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งภายใน Dever (2013) เป็นหนึ่งในผู้ที่ตระหนักถึงปัญหานี้ช่วงต้น จึงได้นําเสนอ 9 สัญลักษณ์ของคริสตจักรที่เข้มแข็งหรือสุขภาพดี ซึ่งบอกความแตกต่างระหว่างคริสตจักรตามหลักพระคัมภีร์ที่เข้มแข็ง และคริสตจักรที่เติบโตน้อยกว่า แนวคิดที่ Dever นําเสนอ ไม่ได้ครอบคลุมทุกเรื่องที่ในพันธกิจคริสตจักร แต่ว่าได้เจาะจงบางด้านเท่านั้น คือ

1) ด้านการเทศนาแบบอรรถาธิบาย

2) ศาสนศาสตร์ตามหลักพระคัมภีร์

3) พระกิตติคุณ

4) ความเข้าใจเรื่องการกลับใจใหม่ตามพระคัมภีร์

5) ความเข้าใจเรื่องการประกาศตามหลักพระคัมภีร์

6) ความเข้าใจเรื่องการเป็นสมาชิกภาพของคริสตจักรตามหลักพระคัมภีร์

7) การลงวินัยของคริสตจักรตามหลักพระคัมภีร์

8) ความเอาใจใส่เรื่องการสร้างสาวกและการเติบโต

และ 9) การเป็นผู้นําคริสตจักรตามหลักพระคัมภีร์

3. บทสรุปสําหรับคริสตจักรไทย

องค์ความรู้ด้านสุขภาพคริสตจักรและการตรวจสุขภาพคริสตจักรนับเป็นอีกก้าวหนึ่งของศาสตร์การพัฒนาคริสตจักรที่ก่อรูปมากว่า 50 ปี จากปรัชญาแนวคิดและวิธีการที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน มีอิทธิพลต่อการขับเคลื่อนของคริสตจักรในฐานะเครื่องมือการพัฒนา การเลือกหรือการหยิบยก เอาเครื่องมือการตรวจสุขภาพคริสตจักรในแบบใดมาใช้งาน ควรคํานึงถึงบริบท วัฒนธรรม และ หลักการพื้นฐานของเครื่องมือวัดนั้นๆ เพราะไม่มีเกณฑ์วัดสุขภาพคริสตจักรใดที่สมบูรณ์แบบ ผู้เขียนบทความจึงขอให้ข้อเสนอแนะเพื่อพิจารณาเลือกเครื่องมือตรวจสุขภาพคริสตจักรไว้เบื้องต้นใน 3 ประเด็นได้แก่

ประเด็นแรก พื้นฐานแนวคิดของเครื่องมือตรวจสุขภาพ เป็นเรื่องสําคัญมากที่จําเป็นต้อง รับทราบและเข้าใจว่าเครื่องมือการตรวจสุขภาพนั้นๆ ได้พัฒนามาจากฐานคิดแบบใด เช่น พัฒนา มาจากการประยุกต์หรือตีความจากพระคัมภีร์ ก็ต้องศึกษาคําอธิบายหรือหลักการให้ถี่ถ้วน หรือ ในกรณีที่พัฒนามาจากการศึกษาวิจัยก็ต้องพิจารณาจากผลการวิจัยพัฒนา ฯลฯ

ประเด็นที่สอง ศึกษาเกณฑ์หรือตัวชี้วัดของเครื่องมือ เครื่องมือแต่ละแบบมักจะมีเกณฑ์ตัวชี้วัดสุขภาพที่แตกต่างกัน แม้จะมีบางส่วนที่ใกล้เคียงกันก็ตาม ทําให้คริสตจักรรับทราบว่าจําเป็นต้องมีข้อมูลอะไรบ้างที่จะต้องเก็บรวบรวม มีข้อมูลเหล่านั้นหรือไม่ และเกณฑ์เหล่านั้นใครจะต้องเป็นผู้ให้ข้อมูล หรือสะท้อนข้อมูลจากแหล่งใด ตลอดจนพิจารณาความเหมาะสมกับสภาพของคริสตจักร เช่น บางคริสตจักรตั้งอยู่ในชนบท แต่เกณฑ์ชี้วัดสุขภาพเน้นการวัดความเป็นพันธกิจและสังคมเมือง เป็นต้น

ประเด็นสุดท้าย ความสามารถของเครื่องมือที่จะนําไปสู่การพัฒนาคริสตจักร เครื่องมือตรวจสุขภาพมักถูกสร้างขึ้นในฐานคิดการวัดเพื่อพัฒนา แต่อย่างไรก็ตามก็มีคริสตจักรจํานวนมากที่ทําการตรวจสุขภาพแล้ว ในท้ายที่สุดพบว่า คริสตจักรเพียงทราบผลของการตรวจสุขภาพ แต่ไม่สามารถนําข้อเสนอแนะเชิงพัฒนาไปใช้งานได้จริงในบริบทสังคมไทย ดังนั้นควรพิจารณาถึงประเด็นการนําไปใช้ประโยชน์ภายหลังกระบวนการตรวจสุขภาพเสร็จสิ้น


รายการอ้างอิง

  • พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550. (2550, 19 มีนาคม), ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 124 ตอนที่ 16 ก. หน้า 1.
  • Anyabwile, T. M. (2008). What is a Healthy Church Member?. Illinois: Crossway
  • Clark, M. JR. (2010). Establishing A Healthy Church: Things we need to know and do in the body of Christ. Indiana: AuthorHouse
  • Dever, M. (2013). Nine Marks of a Healthy Church. Illinois: Crossway
  • Getz, G. A. (2007). The Measure of a Healthy Church: How God Defines Greatness in a Church. (3″ edition), Chicago: Moody Publishers.
  • Jackson, B. (2015). What Makes Churches Grow?. London: Church House Publishing.
  • McGavran, D. A. (1990). Understanding Church Growth. (reprinted 3rd) revised and ed. by C. Peter Wagner. Michigan: William B. Eerdmans Publishing Company.
  • McIntosh, G. L. (2016). Growing God’s Church: How People Are Actually Coming to Faith Today. Michigan: BakerBooks.
  • Nelson, M. (1991). Principle of Church Growth. Seoul: Seoul Bible College Press.
  • Scazzero, P. (2010). The Emotionally Healthy Church. Michigan: Zondervan.
  • Schwarz, C. A. (1996). Natural Church Development: A Guide to Eight Essential Qualities of Healthy Churches. Illinois: Church Smart Resources.
  • Taylor, S. & Marandi, A. (2008). “How should health be defined?”. BMJ. 337: a290. doi:10.1136/bmj.a290. PMID 1861452
  • World Health Organization. (2014). Health Systems Governance for Universal Health Coverage. Geneva: Department of Health Systems Governance and Financing.