ตามรอยคริสตชนยุคแรกในตุรกี

เมื่อพูดถึง “ตุรกี” ไม่ทราบว่าท่านคิดถึงอะไรบ้าง โดยส่วนตัวผู้เขียนเอง คิดถึงชาวคริสต์ยุคแรก ๆ ที่กระจัดกระจายไปทั่วมณฑลคัปปาโดเซีย แคว้นปาร์เซีย มีเดีย เอลาม แคว้นยูเดีย เป็นต้น (กิจการ 28-9) แล้วคิดถึงนครคอนสแตนติโนเปิล ศูนย์กลางของคริสตจักรตะวันออก คิดถึงสงครามครูเสด คิดถึงชาวเติร์ก และชาวเคิร์ด ประชากรของตุรกี แล้วคิดถึงแขกขาวที่สวย หล่อ ไม่ต้องสวมหมวก หรือโพกผ้าเหมือนมุสลิมทั่ว ๆ ไป ตื่นๆ เพราะได้ไปตามรอยคริสตชนยุคแรกมาแล้ว

เดือนมิถุนายน 2019 คณะของบีไอทีคือนักศึกษา คณาจารย์และเพื่อน ๆ 40 คนมีโอกาสไปเยือนตุรกี หลังจากเรียนวิชาจดหมายฝากของอาจารย์เปาโลแล้วผู้เรียนกระตือรือร้นอยากไปเรียนรู้และไปดูให้เห็นของจริงซึ่งผู้เขียนอยู่ในกลุ่มผู้สนใจ เมื่อไปเยือนมาแล้วพวกเราส่วนใหญ่ประทับใจมากกว่าที่เคยคาดหวังไว้ โดยเฉพาะเรื่องของคริสเตียนยุคที่อาจารย์เปาโลทําพันธกิจโดยการประกาศและตั้งคริสตจักร หรือคริสตจักรทั้งเจ็ดที่ในพระธรรมวิวรณ์ได้กล่าวถึงส่วนพวกที่ศึกษาประวัติศาสตร์ พวกเขารักษาตัวรอดกันอย่างไร คริสตจักรก็คิดถึงช่วงที่คริสเตียนยุคแรก ๆ ถูกข่มเหงอย่างหนัก จึงสามารถส่งต่อพระกิตติคุณมาถึงยุคพวกเราได้

สาธารณรัฐตุรกี ทําความรู้จักกับตุรกีชื่อเป็นทางการคือ สาธารณรัฐตุรกี (Republic of Turkey) เป็นประเทศเดียวในโลกที่มีดินแดนอยู่ทั้งทวีปเอเชียและยุโรป ดินแดนอยู่ในเอเชีย 97% เรียกว่า อนาโตเลีย (Anatolia) และอีก 3% อยู่ในยุโรปเรียกว่าเทรซ (Thrace) ตุรกีมีพรมแดนติดกับหลายประเทศคือทางทิศตะวันออกติดกับประเทศจอร์เจีย อาร์เมเนีย อาร์เซอร์ไบจาน และอิหร่าน ทางทิศใต้ติดกับประเทศอิรัก ซีเรีย และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ทางทิศตะวันตกติดกับกรีซ บัลแกเรีย และทะเลอีเจียน ทางทิศเหนือติดกับทะเลดํา ภูมิประเทศตอนกลางเป็นที่ราบสูง ทางทิศตะวันออกเป็นภูเขาซึ่งเป็นต้นแม่น้ําสายสําคัญ เช่นแม่น้ำยูเฟรติส แม่น้ำไทกริส และแม่น้ำอารัส ภาษาที่ใช้คือ ภาษาตุรกี ภาษารอง ๆ คือ ภาษาเคิร์ดและอาราบิก เมืองหลวงคือ กรุงอังการา จํานวนประชากร 79.81 ล้าน (2018) คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม 99% และ 1% เป็นคริสต์และยิว

นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าหากขุดแผ่นดินตุรกีให้ลึกลงไปคงพบความแตกต่างของหลาย ๆ ชั้นดิน แน่นอนเพราะชั้นดินที่ทับถมกันเหล่านั้นยังบอกเล่าถึงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาหลายยุค กว่าจะมาเป็น “สาธารณรัฐตุรกี” (Republic of Turkey) เพราะเคยเป็นยุคของอาณาจักรฟรีเจีย (Phrygia) ลีเดีย (Lydia) ไบแซนไทน์ (Byzantine) เซลจูคเติร์ก (Seljuk Turk) และออตโตมัน (Ottoman) เริ่มต้นกันที่สมัยอาณาจักรฮิตไตต์ส (Hittites) คนส่วนใหญ่ที่เป็นเชื้อสายอินโด-ยูโรเปียน (Indo- European) ได้เข้ามาครอบครองดินแดนส่วนใหญ่ของอนาโตเลียกลางไว้ ซึ่งเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ ด้วยความมั่งคั่งของอาณาจักรลิเดียมีเสียงเล่าลือถึงอาณาจักรเปอร์เซีย ทําให้พระเจ้าไซรัส (Cyrus) มหาราชแห่งเปอร์เซีย ได้ยกทัพเข้ามาตีอนาโตเลียสําเร็จในช่วง 546 ปีก่อนคริสตกาล ต่อมาสมัยพระจักรพรรดิคอนสแตนตินมหาราช ประกาศเป็นคริสตชนพระองค์แรก ถึงแม้ไม่ได้เป็นคริสตชนที่ดีนัก พระองค์ได้แผ่ขยายอํานาจไปยังฝั่งตะวันออก ทรงรวบรวมจักรวรรดิโรมันให้เป็นหนึ่งเดียว ประกาศให้คริสตศาสนาเป็นศาสนาประจําจักรวรรดิโรมัน และหลังจากนั้นก็ได้มีการย้ายเมืองหลวง จากโรมไปยังไบแซนเทียม (Byzantium) มีชัยภูมิที่ดีมากเพราะตั้งอยู่ที่ทางเข้าออกช่องแคบบอสฟอรัส แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น คอนสแตนติโนเปิล (Constantinople) หมายถึงเมืองของพระเจ้าคอนสแตนติน และเป็นศูนย์กลางของการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ต่อมาในปี ค.ศ. 1453 สุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 ทรง นับถือศาสนาอิสลาม ได้ตีกรุงคอนสแตนติโนเปิลแตก พระองค์ทรงย้ายเมืองหลวงของจักรวรรดิ มายังกรุงคอนสแตนติโนเปิล พร้อมทั้งทรงเปลี่ยนชื่อเป็น อิสลามบูล (Islambul) หมายถึงพบกับชาวอิสลาม เมื่อมีการสถาปนาสาธารณรัฐตุรกี (ค.ศ. 1923) นครอิสลามบูลถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “อิสตันบูล” (Istanbul) จนถึงทุกวันนี้ (ค.ศ.2019)

คริสตศตวรรษที่ 19 ย่างเข้าสู่ยุคของการเสื่อมถอยของอาณาจักรออตโตมัน สุลต่านอับดุลเมจิต (Abdulmecit) ครองราชบัลลังก์อยู่ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่หลงใหลความเป็นยุโรปค่อนข้างสูง ซึ่งได้สะท้อนผ่านทางสถาปัตยกรรมของพระราชวังโดลมาบาร์เช (Dolmabace) ที่พระองค์โปรดให้สร้างขึ้นอย่างยิ่งใหญ่อลังการ แต่โชคร้ายที่สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นกําลังอยู่ในภาวะย่ำแย่ ถึงขั้นนําไปสู่จุดจบของอาณาจักรออตโตมัน เพราะอํานาจสุลต่านถูกยึดโดยกลุ่มยังเติร์ก (Young Turks) ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ระบบสาธารณรัฐ ยิ่งกว่านั้น กลุ่มยังเติร์กยังสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ตุรกี โดยการนําประเทศเข้าร่วมกับเยอรมัน ในสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่โชคไม่เข้าข้างกลุ่มยังเติร์ก เมื่อเยอรมันแพ้สงคราม จักรวรรดิออตโตมัน ในสมัยนั้นต้องร่วมรับผิดชอบไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือต้องยอมเสียดินแดนที่เคยเป็นเมืองขึ้น รวมทั้งดินแดนที่เป็นบ้านเกิดของตัวเอง ด้วยเหตุนี้จึงมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ลุกขึ้นมาสู้เพื่อปกป้องประเทศ โดยการนําของมุสตาฟา เคมาล (Mustafa Kemal) การต่อสู้ยืดเยื้อ และได้รับชัยชนะ จึงได้สถาปนาสาธารณรัฐตุรกีขึ้นอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1923 ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการปกครองระบอบสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว มุสตาฟา เคมาล ก็ได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐตุรกี และได้รับสมญานามว่า “อตาเติร์ก” (Ataturk) หรือที่เรียกว่าบิดาแห่งชาวเติร์ก ผู้ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างให้กับตุรกี โดยมีวัตถุประสงค์ให้สาธารณรัฐตุรกีก้าวทันโลกภายนอก อันได้แก่

  1. การย้ายศูนย์กลางการปกครองจากนครอิสตันบูลไปยังกรุงอังการา ด้วยเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์ทางการเมือง เพราะอังการาตั้งอยู่ทางตอนกลางของประเทศทําให้ปลอดภัยต่อการรุกรานจากภายนอก
  2. การใช้ปฏิทินสากลแทนการใช้ปฏิทินของศาสนาอิสลาม เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับสากลประเทศ ง่ายต่อการติดต่อและสื่อสาร รวมถึงการเปลี่ยนวันหยุดประจําสัปดาห์ จากเดิมที่ประเทศอิสลามมักจะกําหนดวันศุกร์เป็นวันหยุด ก็เปลี่ยนให้มาเป็นวันอาทิตย์แทนเพื่อความสะดวกในการทํางานร่วมกับชาติอื่น ๆ
  3. การเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างใหญ่ในประเทศอิสลาม ณ เวลานั้น คือเรื่องของการเปลี่ยนภาษาราชการจากภาษาอาหรับที่ใช้กันอยู่เดิม ให้ใช้ภาษาลาตินแทน โดยมองถึงอนาคตที่ต้องติดต่อสื่อสารกับต่างชาติมากขึ้น หากใช้ภาษาที่เป็นสากลจะทําให้ง่ายและสะดวกมากยิ่งขึ้น
  4. เป็นความท้าทายอย่างมากในยุคนั้น คือการพยายามแยกอํานาจการปกครองทางศาสนา และอํานาจการปกครองทางการเมืองให้เป็นอิสระต่อกัน แต่สุดท้ายก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดี 
  5. การกําหนดให้ครอบครัวเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว ซึ่งศาสนาอิสลามนั้นอนุญาตให้ผู้ชายมีภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน แต่มุสตาฟา เคมาล ให้ความสําคัญเรื่องสิทธิมนุษยชน และตระหนักถึงความเท่าเทียมทางเพศจึงได้สร้างการเปลี่ยนแปลงนี้ขึ้น
  6. การปรับตัวให้ทันกับยุคสมัย โดยประกาศยกเลิกข้อบังคับในการแต่งกายของชายมุสลิม โดยไม่จําเป็นต้องสวมหมวกแขก หรือโพกศีรษะอีกต่อไปหรือสวมคลุมชุดดําตลอดเวลาเหมือนครั้งอดีต ในขณะที่เพศหญิงก็ไม่จําเป็นต้องปิดบังใบหน้า
  7. การให้ความสําคัญกับสิทธิสตรี โดยให้โอกาสและให้สิทธิ์กับสุภาพสตรีในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสตรีทั่วไปก็มีสิทธิในการเลือกตั้งอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในครั้งอดีต

เนื่องจากประเทศสาธารณรัฐตุรกีค่อนข้างใหญ่และเก่าแก่มากประเทศหนึ่ง จึงมีสถานที่สําคัญมากมาย แต่ด้วยความจํากัดของบทความและคณะก็ไปเยี่ยมชมมาหลายเมือง จึงขอเล่าเฉพาะเมืองที่เด่นเรื่องคริสต์ศาสนาดังนี้

1. เมืองคัปปาโดเซีย (Cappadocia) เป็นเมืองมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งในตุรกี ตั้งอยู่บนภูเขาไฟเก่า สูง 3,916 เมตร บนยอดเขามีหิมะปกคลุมตลอดปี สามารถมองเห็นทั้งทะเลดําและทะเล เมดิเตอร์เรเนียน เมืองแห่งนี้เกิดจากการภูเขาไฟระเบิดพ่นลาวาปกคลุมพื้นที่หลายร้อยไมล์ เมื่อพายุลมฝนกัดกร่อนชั้นลาวาเหล่านี้ทีละเล็กทีละน้อยจนกลายสภาพเป็นหุบเขาร่องลึกแปรรูปพรรณ สัณฐานเป็นเสาหิน กรวยหิน กําแพงถ้ำ เนื้อในหุบเขาแห่งนี้จะอ่อนนิ่ม จึงเหมาะในการแกะสลัก เจาะ ขุด เป็นห้อง เป็นคอกม้า เป็นบ้าน โบสถ์ ค่ายทหาร ที่พัก โรงอาหารของนักบวช ห้องบำเพ็ญเพียร ซึ่งเหมาะในการอยู่อาศัย อากาศเย็นสบายในฤดูร้อน อากาศอบอุ่นในฤดูหนาว จึงเกิดเมืองใต้ดินหลายเมือง เป็นสถานที่คริสเตียนยุคแรกใช้เป็นที่หลบหนีภัยจากการเบียดเบียนคริสต์ศาสนิกชนก่อนที่ศาสนาคริสต์จะเป็นศาสนาที่ได้รับการประกาศว่าเป็นศาสนาประจําจักรวรรดิโรมัน สถานที่ที่น่าสนใจในคัปปาโดเซียจะมีหลายแห่งด้วยกันเช่น เกอเรเม (Goreme) สถานที่สวยและมีชื่อเสียงที่สุด เรียกว่า Open Air Museum หรือ Rock Churches เราสามารถเดินชมได้อย่างเพลิดเพลิน เริ่มตั้งแต่ Nun’s Monastery ภูเขากรวยหิน เจาะเป็น 6 ชั้นทําเป็นห้องครัว ห้องอาหาร โบสถ์ ภายในมีภาพเขียนสีแดงเฟรสโกมีคุณภาพและมีชื่อเสียงมาก เช่น โบสถ์เซนต์บาซิล (St.Basil Cathedral) 4 แห่งเจอะเข้าไปในผนังหิน โบสถ์เซนต์เอลมาลิ (Elmali Kilise) เจาะเป็นผังรูปไม้กางเขน เป็นอุโมงค์ มีหน้าต่างเจาะอยู่ในที่สูง เพื่อแสงสว่างส่องเข้าไปข้างใน มีภาพเขียนสีสวยงาม เขียนรูปพระเยซู พระแม่มารีย์ นักบุญยอห์นผู้เขียนคัมภีร์ โบสถ์เซนต์บาร์บารา (St.Barbara Church) มีภาพเขียนสี คนขี่ม้า พระเยซูเขียนสีแดง-ดํา โบสถ์เซนต์แคเธอรีน (St.Katherine Church) มีพระแท่นเจาะเป็น ห้องเล็ก ๆ โบสถ์มืด (Dark Church) มี 2 ชั้น สร้างมาไม่ต่ำกว่า 1,000 ปี มีขนาดเล็ก แคบ มีแสงสว่างเข้ามาน้อย มีภาพเขียนสีแบบเฟรสโกที่ยังคงสภาพสมบูรณ์ที่สุดสียังสดใสงดงามในโทนสีน้ำตาลและแดง โบสถ์คาริกลิ (Carikli Church) ซึ่งมีโบสถ์ในเทือกภูเขานับ 100 โบสถ์ที่มีการขุดผนังเข้าไปทํา เห็นห้องเป็นโบสถ์ในเมืองเกอเรเม บางโบสถ์ก็มีงานจิตรกรรมฝาผนังจากคริสต์ศตวรรษที่ 9-11 ที่ยังมีความงดงามสดใส ดังนั้นการเข้าเยี่ยมชมมีกฎห้ามถ่ายรูปข้างในเพื่อรักษาคุณภาพของภาพวาด

2. เมืองใต้ดินเคย์มากล (Underground City of Kaymakli) ในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา ชาวเมืองหนีภัยจากพวกโรมันที่ข่มเหงผู้ที่นับถือคริสต์เป็นสาวกพระเยซู พวกเขาเอาตัวรอดโดยขุดภูเขาหินทำเป็นเมืองขึ้นมา ปัจจุบันเมืองแบบนี้ถูกค้นพบหลายแห่ง ซึ่งลึกลงไปเท่ากับตึก 10 ชั้น มีอุโมงค์ความยาวเชื่อมต่อกันไม่น้อยกว่า 80 กิโลเมตร มีก้อนหินรูปกลมแบนขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 เมตร หนา 50 เซนติเมตร หนักถึง 300 กิโลกรัม ไว้สําหรับปิดอุโมงค์ทางเดินแคบเป็นช่วง ๆ เพื่อป้องกันข้าศึก ห้องแรก ๆ จะเป็นคอกม้า ห้องต่อ ๆ ไปจะเชื่อมถึงกันหมด และค่อย ๆ ลึกลงไปเรื่อย ๆ ทําเป็นห้องอาหาร ห้องนอน ห้องครัว ห้องส้วม ห้องเก็บอาหาร เก็บไวน์ มีช่องใส่ตะเกียงน้ำมัน ช่องเก็บหม้อดินเผา ห้องเลี้ยงสัตว์ ผู้คนที่อยู่ใต้ดินยังทําเบียร์จากข้าวบาร์เลย์ บ่มไวน์จากผลองุ่น และยังมีบ่อน้ำถึง 200 บ่อ มีโบสถ์และโรงเรียนด้วย คาดกันว่าน่ามีคนอาศัยอยู่ในเมืองใต้ดินแห่งนี้ราว ๆ 10,000 คน มีความลึกเฉลี่ยลงไปในดินราว 25 เมตร มีอุโมงค์แคบ ๆ ถึง 100 อุโมงค์ มีช่องระบาย อากาศที่ดีและพอเพียง อุณหภูมิเฉลี่ย 14-16 องศาเซลเซียส ซึ่งเย็นสบายเหมือนติดแอร์ทั้งเมือง

3. เอเฟซัส หรือเอเฟสในภาษาตุรกี เมืองนี้นักวิชาการสาขาต่างๆ จะเข้ามาเจาะลึก เพราะ มีหลายเรื่องราวให้ศึกษา

ในศตวรรษที่ 6 ก่อนคริสตกาล เมืองเอเฟซัสเป็นเมืองหลวงของจังหวัดโรมัน เป็นเมืองที่มั่งคั่ง จึงเป็นที่หมายปองของกษัตริย์ครอซอสแห่งลิเดีย ชาวเอเฟซัสผู้ไร้เดียงสาจึงใช้เชือกขึงล้อมรอบวิหารอาร์เตมิสแล้วถอยไปซ่อนตัวข้างหลัง กษัตริย์ทรงขํา จึงปฏิบัติต่อเชลยด้วยความเมตตา กษัตริย์ครอซอสช่วยสร้างหัวเสาอันหนึ่งที่งดงามแกะสลักพระนามพระองค์ ในปี 356 ก่อนคริสตกาลคืนที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ประสูตินั้นวิหารอาร์เตมิสถูกวางเพลิงโดยเฮรอสตรานอส ผู้อยากเป็นที่จดจําชั่วลูกหลาน สิ่งมหัศจรรย์คือชาวเอเฟซัสสร้างพระวิหารใหม่ทันทีผลงานงดงามกว่าเดิม จัดอยู่ใน 7 อัศจรรย์ของโลก เอเฟซัสเจริญถึงเขตสุดในยุคจักรวรรดิโรมัน สมัยจักรพรรดิออกัสตัสประกาศให้เมืองนี้เป็นเมืองหลวงของมณฑลเอเชียแทนเพอร์กามัน เป็นที่พํานักถาวรของข้าหลวงโรมันเมืองนี้ มีประชากรราว ๆ 250,000 คน เป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลอีเจียน อาจารย์เปาโลมาถึงเมืองนี้ ราว ๆ ปี ค.ศ.51 ภายใน 2 ปี มีผู้เชื่อพระเจ้าเพราะการประกาศของเปาโลจนสามารถตั้งคริสตจักร แต่ก็มีการต่อต้านศาสนาคริสต์ ซึ่งได้บันทึกไว้ในพระคัมภีร์กิจการ 19:23-40 ผู้ต่อต้านคือหัวหน้าช่างเงินชื่อเดเมทรีอุส อาชีพขายรูปเคารพเทพีอาร์เตมิส เขาโกรธที่ท่านเปาโลนําคนมาเชื่อพระเยซู จึงนําคนมาชุมนุมแล้วตะโกนว่า “อาร์เตมิสยิ่งใหญ่” ท่านเปาโลอยากออกมาเกลี้ยกล่อมแต่เพื่อนร่วมทางห้ามไว้ แล้วเปาโลได้เดินทางต่อไปมาซิโดเนีย ส่วนในเอเฟซัสความเชื่อของคริสต์ได้ขยายไปอย่างรวดเร็วมาแทนที่ลัทธิบูชาเทพี นั่นคือบรรพชนแห่งความเชื่อที่ส่งผลต่อคริสตจักรทั่วโลกโดยเฉพาะงานมิชชั่นแพร่กระจายไปตามพระมหาบัญชาของพระเยซูเจ้าก่อนเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ (มัทธิว 28:19-20) เมื่อได้เยี่ยมชมเมืองเอเฟซัส คณะต้องยอมรับว่าแม้เวลาจะผ่านไปนับ 2,000 ปีแต่เมืองนี้เป็นเมืองใหญ่และเจริญมาก เราเห็นได้จากซากของอาคารสถานที่ ห้องสมุดโบราณ มีโรงอาบน้ํา แบบโรมันโบราณ เทวสถานของอาร์ทีมิส โรงละครกลางแจ้งบรรจุคนได้ครั้งละ 3,000 คนเป็นต้น อาจารย์เปาโลได้มาทําพันธกิจในเมืองใหญ่เช่นนี้ จึงมีความกดดันอย่างมาก

4. โบสถ์เซนต์ โซเฟีย (Saint Sophia) หรือฮาเยียโซเฟีย (Hagia Sophia) ในภาษาตุรกี และ ภาษากรีก แปลว่าพระวิสุทธิปัญญา (Holy Wisdom) สร้างเพื่ออุทิศให้แก่ปัญญาแห่งสวรรค์ (Divine Wisdom) ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานแก่โลกมนุษย์ โดยผ่านพระเยซูพระบุตรของพระองค์ ภายในอาคารจะมีแสงแดดที่สาดส่องผ่านหน้าต่างทรงโค้งที่เจาะสูงขึ้นไปตรงระเบียงและหลังคารูปโดม ตลอดจนรูปบูชา รูปแขวน และโมเสกที่ทําให้ภายในตัวอาคารแลดูงดงามประทับใจแก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง เดิมเป็นโบสถ์คริสต์นิกายอีสเทิร์นออโธด็อกซ์ อยู่ในกรุงคอนสแตนตินโนเปิล (ปัจจุบัน คือ เมืองอิสตันบูล) ประเทศตุรกี สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิคอนสแตนตินแห่งอาณาจักรโรมันตะวัน เมื่อประมาณคริสตศตวรรษที่ 13 ใช้เวลาสร้าง 17 ปี ต่อมาถูกพวกเติร์กบุกทําลายจักรพรรดิจัสติเนียน จึงได้สร้างขึ้นใหม่ โดยใช้เวลาอีก 20 ปี และได้นําสิ่งของมีค่าต่าง ๆ มาประดับเอาไว้มากมาย เมื่อสร้างเสร็จกลับถูกแผ่นดินไหว ทําให้เกิดการแตกร้าว จึงต้องซ่อมแซมอีกครั้ง จนอยู่ในสภาพเดิม เมื่อสุลต่านเมห์เหม็ดที่ 2 เข้ามาปกครองตุรกี พระองค์ทรงนับถือศาสนาอิสลาม จึงได้ดัดแปลงโบสถ์คริสต์เป็นสุเหร่าของอิสลาม โดยคงรักษาความงามด้านศิลปกรรม เอาไว้เช่นเดิม โบสถ์เซนต์โซเฟียแห่งนี้เป็นงานสถาปัตยกรรมแบบไบแซนไทน์ คือมีลักษณะผสมผสานระหว่าง ศิลปวัฒนธรรมกรีกและโรมัน กับศิลปวัฒนธรรมเปอร์เซีย จุดเด่นคือ มียอดโดมใหญ่อยู่กลางวิหาร ภายในวิหารใช้กระจกสีประดับ เหนือประตูหน้าต่างอย่างงดงาม มีพื้นที่ประมาณ 700 ตารางเมตร ภายในมีเสาค้ำสลักและประดับประดาอย่างงดงามถึง 108 ต้น ได้ชื่อว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ยังคงความงดงามมาจนทุกวันนี้

5. อิสตันบูล (ตุรกี: istanbul) เดิมชื่อ คอนสแตนติโนเปิลเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศสาธารณรัฐตุรกีและทวีปยุโรป (นับรวมเขตเมืองฝั่งเอเชีย) เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของประเทศตุรกี อิสตันบูลเป็นเมืองเชื่อมทวีปยูเรเซียโดยตั้งระหว่างช่องแคบบอสฟอรัส (ซึ่งแยกยุโรปและเอเชีย) ระหว่างทะเลมาร์มาราและทะเลดํา เมืองอิสตันบูลมีชื่อเสียงทางด้านศูนย์กลางการค้าและประวัติศาสตร์ของฝั่งยุโรปประมาณหนึ่งในสามของประชากรอาศัยอยู่ทางอนาโตเลียหรือฝั่งทวีปเอเชีย โดยมีประชากรทั้งหมดประมาณ 15 ล้านคน อิสตันบูลเป็นเมืองที่มีประชากรมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยจัดว่าเป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลกและเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป เป็นเมืองศูนย์กลางการปกครองของเทศบาล อิสตันบูลถือว่าเป็นสะพานเชื่อมระหว่างซีกโลกตะวันออกและตะวันตก ในอดีตเมืองอิสตันบูลก่อตั้งขึ้นภายใต้ชื่อไบแซนไทน์ บนแหลมซาเรย์บูนู ราว 660 ปีก่อนคริสตศักราช เมื่อเวลาผ่านไปตัวเมืองค่อย ๆ ขยายขนาดและอิทธิพลเพิ่มขึ้นจนกลายเป็นหนึ่งในเมืองที่สําคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยหลังจากการสถาปนา เป็นกรุงคอนสแตนติโนเปิลในปี ค.ศ.330, ไบแซนไทน์อยู่ในฐานะเมืองหลวงของจักรวรรดิมาเป็นเวลาเกือบ 16 ศตวรรษ ตั้งแต่จักรวรรดิโรมัน / ไบแซนไทน์ (330-1204) ละติน (1204-1761) จักรวรรดิไบแซนไทน์ภายใต้ราชวงศ์พาลาโอโลกอส (1261-1453) จนมาถึงจักรวรรดิไบแซนไทน์ (1453–1922) โดยเมืองไบแซนไทน์ได้กลายเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่ศาสนาคริสต์ในช่วงเวลานั้น ก่อนที่ชาวออตโตมานจะพิชิตเมืองในปี ค.ศ.1453 และเปลี่ยนให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ของจักรวรรดิออตโตมันและศาสนาอิสลามในที่สุด

บทสรุป สาธารณรัฐตุรกีเป็นประเทศที่เก่าแก่ กว้างใหญ่ (ใหญ่กว่าไทย 1.5 เท่า) มีสถานที่มากมายที่พระเจ้าทรงสรรสร้างไว้ให้อย่างงดงามน่าชื่นชมสําหรับคริสเตียน ไม่ว่าจะสังกัดคณะนิกายใดเมื่ออ่านพระคัมภีร์ ดูแผนที่ในพระคัมภีร์ โดยเฉพาะการประกาศข่าวดีของอัครทูตเปาโลที่เดินทางไปที่เมืองต่าง ๆ ก็ปรากฏชื่อดินแดนเอเชียกลาง มีเส้นทางมากมายเพราะตั้งติดทะเลหลายด้านเมื่อผู้เชื่อพระเยซูได้กระจัดกระจายเข้ามาในดินแดนตุรกีโดยเฉพาะมณฑลคัปปาโดเชีย ที่ตั้งเป็นภูเขาก่อตัวจากลาวาของภูเขาไฟ เมื่อมีการกวาดล้างคริสตชน และสงครามชุมนุมกลุ่มนี้ได้รักษาความเชื่อโดยหลบซ่อนในหลืบหิน สร้างบ้าน สร้างโบสถ์ และชุมชนในภูเขา จึงสามารถรักษาตัวและความเชื่อไว้ได้ ผู้เชื่อต้องการเล่าเรื่องความเชื่อและศรัทธาของตัวเองและชุมชนจึงได้วาดภาพผนังในโบสถ์เพื่อเล่าเรื่อง ทําให้คนไม่รู้หนังสือสามารถอ่านเรื่องในพระคัมภีร์จากภาพเหล่านั้น ทุก ๆ สถานที่ที่คณะได้ไปเยี่ยมชมมาพวกเราตื่นตาตื่นใจกับความเจริญรุ่งเรืองในอดีต ถึงแม้ว่าจะเป็นซากหักพัง แต่เราสามารถตามเรื่องได้จากการขุดของนักโบราณคดี ดูความยิ่งใหญ่จากซาก เหยียบหินอ่อน ปูทางแต่ละก้อน ย้อนคิดคนยุคพันปีที่แล้ว ดังนั้นสาธารณรัฐตุรกีเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ผู้เขียนอยากมีโอกาสเดินตามรอยคริสตชนยุคแรกอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าคงเข้าใจมากขึ้นแน่นอน


อ้างอิง