รักธรรมต้องรักษ์โลก: ทำไมคริสเตียนต้องสนใจระบบนิเวศ

สองปีที่ผ่านมา ครอบครัวของเราเข้าสู่วงการเยาวชนเทนนิส เพราะลูกสาวเริ่มเล่นเทนนิสอย่างจริงจัง… แต่ละครอบครัวมีเหตุผลหลากหลายในการให้เด็ก ๆ เล่นเทนนิส อาทิ อยากให้ลูกเล่นเทนนิสเป็นอาชีพ อยากให้ลูกได้ทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อ อยากจะให้ลูกมี งานอดิเรก หรืออยากให้ลูกเล่นกีฬาเพื่อสอนชีวิต และมีสุขภาพที่ดี สําหรับครอบครัวเรา เราอยากให้ลูกสาวเล่นเทนนิส แต่เป็นแรงจูงใจจากความเป็นคริสเตียนของเรา แม้ครอบครัวเทนนิสจะต้องทําหลายสิ่งคล้าย ๆ กัน เช่น ต้องซ้อม ต้องจัดเวลาดูแลการซ้อมและการแข่ง ต้องบริหารโภชนาการ เพื่อให้สามารถเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ต้องจัดเวลาให้สามารถเรียนหนังสือและเล่นเทนนิสไปด้วยกันได้ และอีกหลาย ๆ อย่าง แต่แรงผลักดันให้ลูกเล่นเทนนิสของแต่ละครอบครัวอาจจะและน่าจะไม่เหมือนกัน

เช่นเดียวกัน คนจํานวนมากต้องการปกป้องระบบนิเวศจากการถูกทําลายโดยมนุษย์ ในการดูแลระบบนิเวศนี้ ผู้ที่มีภาระใจสามารถทําหลายสิ่งร่วมกันเพื่อจะให้บรรลุเป้าหมายเดียวกันได้ท่ามกลางความเชื่อและแรงจูงใจที่ต่างกัน คริสเตียนควรจะเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมมือปกป้องธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่เราน่าจะมีแรงผลักดันที่แตกต่างจากคนอื่นเพราะเอกลักษณ์ในความเชื่อของเรา เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้เชื่อจํานวนมากไม่สนใจประเด็นของสิ่งแวดล้อมเลย สําหรับเขาการรักษาดูแลธรรมชาติ ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับความรอดเลย ผู้เชื่อบางคนทํากิจกรรมหลายอย่างในการดูแลระบบนิเวศ โดยไม่รู้ว่าทําไมพระเจ้าถึงต้องการให้เราทํา บ้างก็เชื่อแบบง่าย ๆ ว่า พระเจ้าสร้าง โลกนี้เพื่อมนุษยชาติและเรามีหน้าที่การจัดการ ทรัพยากรเพื่อเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ให้มากที่สุด

Chris Wright นําเสนอเหตุผลในการดูแลธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ชวนคิดจากเรื่องราวการทรงไถ่ของพระเจ้า โดยที่เค้าโครงเรื่องในพระคัมภีร์เริ่มต้นจากการทรงสร้าง ตามด้วยการล้มลงในความบาป และนําไปสู่กระบวนการแห่งความรอดที่จะเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนในที่สุด สําหรับ Wright เรื่องราวแห่งความรอดไม่ใช่เป็นเพียงการไถ่จิตวิญญาณของมนุษย์จากความผิดบาปของเขาเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่นําสรรพสิ่งทั้งปวงกลับสู่วิถีการพัฒนาแห่งการทรงสร้าง ก่อนที่มนุษย์จะล้มลงในความบาปในบทที่ 4 ของ Old Testament Ethics for the People of God, Chris Wright  ให้เหตุผลว่าทําไมคริสเตียนจึงต้องดูแลระบบนิเวศ ผ่าน 4 หัวข้อ: โลกของพระเจ้า โลกของมนุษย์ โลกแห่งความบาป และโลกใบใหม่

โลกของพระเจ้า

โลกนี้เป็นของพระเจ้าเพราะพระองค์เป็นพระผู้สร้างที่ให้กําเนิดสรรพสิ่งทั้งปวง (ฉธบ. 10:14; สดุดี 24:1; โยบ 41:11) นี่หมายควาว่าสรรพสิ่งทั้งปวงถูกสร้างขึ้นมาดี (ปฐมกาล 1) เพราะพระเจ้าเป็นพระผู้สร้างที่ดีเลิศประเสริฐยิ่ง (โยบ 12:7-9; สดุดี 19; 29; 50:6; 65; 104; 108; กิจการ 14:17; 17:27; โรม 1:20) โลกของพระเจ้าดีและมีคุณค่า ไม่ใช่เพราะมนุษย์ เป็นผู้ให้ราคา แต่เพราะพระเจ้าที่ประเสริฐทรง สร้างทุกสิ่งขึ้นมาดีเยี่ยมตามเป้าหมายที่พระองค์ กําหนดทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นให้มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น คุณงามความดีของสรรพสิ่งจึงไม่คงที่ ตายตัว และสามารถถูกพัฒนาขึ้นให้ไปถึงจุดมุ่งหมายสูงสุดของมันได้อีก พระเจ้าได้สร้างโลกนี้ให้มีศักยภาพที่ยังไม่ได้นําออกมาใช้ทั้งหมด และพระองค์กําลังทําพระราชกิจเปลี่ยนแปลง โลกนี้ใน 2 ด้าน ด้านแรก พระเจ้ากําลังไถ่ถอน โลกนี้กลับสู่สภาพที่ไม่มีบาป และกําลังกําจัดทุกผลกระทบทั้งสิ้นที่เกิดขึ้นจากความบาปของมนุษย์ให้หมดไป อีกด้านหนึ่ง พระเจ้ากําลังนําโลกนี้ ไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดที่พระองค์ได้ทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นมาตามศักยภาพคุณงามความดีของมัน

การที่โลกนี้มีพระผู้สร้างหมายความต่อไปว่าสรรพสิ่งทั้งปวงถูกสร้างขึ้นมาให้มีตัวตนที่แยกออกจากพระเจ้า แต่ทุกสิ่งยังต้องพึ่งพาพระองค์อยู่เสมอ ดังนั้นโลกนี้จึงไม่ใช่พระเจ้าและไม่มีฤทธิ์อํานาจดั่งพระเจ้า แต่พระเจ้าจําเป็นต้องอุปถัมภ์ค้ำจุนโลกนี้อย่างต่อเนื่อง สรรพสิ่งทั้งปวงที่ถูกสร้างขึ้น ไม่สามารถดํารงอยู่ด้วยตัวเองได้

นอกจากนี้ การที่โลกมีพระผู้สร้างยังหมายความว่าพระเจ้าไม่ได้สถิตอยู่ในสรรพสิ่งต่าง ๆ พระคัมภีร์สอนให้เราเอาใจใส่ดูแลโลกนี้ แต่ในเวลาเดียวกันพระเจ้าต่อต้านการบูชาธรรมชาติและความเชื่อที่ให้ฤทธิ์อํานาจกับธรรมชาติในตัวของมันเอง การบูชาธรรมชาติลดความเป็นบุคคลของพระเจ้าและความสัมพันธ์ที่พระองค์มีต่อมนุษย์ลง Wright ชี้ให้เราเห็นความแตกต่างระหว่างการมองธรรมชาติเป็นสิ่งที่มีค่าน่าเชิดชู เพราะพระเจ้าเป็นผู้ให้คุณค่ากับการบูชาธรรมชาติเป็นพระเจ้าที่ศักดิ์สิทธิ์ในตัวมันเอง ในพระคัมภีร์เดิมเราเห็นว่า ธรรมชาตินั้นน่ายกย่องเพราะธรรมชาติถูกสร้างขึ้นให้เชื่อฟังและยอมจํานนต่อพระเจ้า ธรรมชาติสําแดงพระสิริของพระเจ้า ได้รับการอุปถัมภ์จากพระองค์ และรับใช้ปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า แต่การบูชาธรรมชาติคือการกราบไหว้ รูปเคารพที่คนของพระเจ้าจะต้องปฏิเสธ

สุดท้าย เพราะพระเจ้าเป็นพระผู้สร้างสรรพสิ่งดํารงอยู่เพื่อถวายเกียรติต่อพระเจ้า ปกติแล้ววิทยาศาสตร์ถนัดการค้นหาต้นเหตุว่าสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมาอย่างไร แต่วิทยาศาสตร์กลับมีความจํากัดในด้านการค้นหาเป้าหมายว่า สิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นมาทําไมพระคัมภีร์นําเสนอว่าสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อถวายเกียรติต่อพระเจ้า พระผู้สร้าง แต่สรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อถวายเกียรติต่อพระเจ้าอย่างไร พระคัมภีร์เชื่อมโยงพระเกียรติสิริของพระเจ้ากับความเต็มล้นของโลกนี้ (ปฐมกาล 1:20-22; สดุดี 104:24; 24:1; 50:12) ความเต็มล้นของโลกนี้เป็นวิธีการนํา เสนอพระเกียรติสิริของพระเจ้า นั่นก็คือ โลกนี้เต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้าเพราะสิ่งที่เติมโลกนี้ให้เต็มคือพระสิริของพระองค์ Wright สรุปได้ดีว่า ธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์นํามาใช้และกระทําชําเราเพื่อประโยชน์ของตัวเอง แต่เรามีหน้าที่ส่งเสริมให้ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้นนั้นสรรเสริญและถวายเกียรติต่อพระองค์ ในด้านกลับกัน การมีส่วนร่วมในการเหยียบย่ำทําลายและสร้างมลพิษต่อธรรมชาติ ลดค่าสิ่งที่พระเจ้าให้คุณค่า ปิดกั้นการสรรเสริญพระเจ้าและการถวายเกียรติต่อพระองค์

โลกของมนุษย์

โลกนี้เป็นของพระเจ้า แต่พระองค์ทรงมอบไว้ให้มนุษย์ร่วมรับผิดชอบดูแล เรามีความคล้ายคลึงกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ทางด้านกายภาพและชีวภาพ มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของพระเกียรติสิริของพระเจ้าที่เต็มล้นบนโลกนี้ แต่เอกลักษณ์ของมนุษย์ที่ทําให้เราแตกต่างจากสรรพสิ่งทั้งปวงอยู่ในความเป็นพระฉายของพระเจ้า และเกี่ยวข้องกับพระบัญชาที่พระองค์สั่งให้เราครอบครองสรรพสิ่งทั้งปวง (ปฐมกาล 1:28) พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้เหมือนพระองค์เพื่อสะท้อนความเป็นผู้ครอบครองสรรพสิ่งทั้งปวงของพระเจ้า ทุกสิ่งที่มีชีวิตถูกสั่งให้ทวีคูณเพื่อเติมโลกนี้ให้เต็ม แต่มนุษย์เท่านั้นที่ได้รับคําสั่ง เพิ่ม คือให้ครอบครองสรรพสิ่งทั้งปวง อย่างไรก็ตามการครอบครองของมนุษย์จะต้องสะท้อน พระลักษณะการครอบครองของพระเจ้า การครอบครองของพระเจ้าไม่มีการข่มเหงรังแก และไม่ใช่การปกครองแนวเผด็จการ หรือการทําเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัว พระเจ้าครอบครองแผ่นดินของพระองค์ด้วยความเมตตา ความเป็นธรรมและความห่วงใยสวัสดิภาพของทุกชีวิตภายใต้การดูแลของพระองค์ เพราะฉะนั้นการครอบครองของมนุษย์จึงต้องสะท้อนพระลักษณะการครอบครองเหล่านี้ของพระเจ้า

ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 12:7 ที่ปรึกษาของกษัตริย์เรโหโบอัมแนะนําพระองค์ในการเป็นกษัตริย์ที่ดีว่า “ถ้าฝ่าพระบาทจะทรงเป็นผู้รับใช้ประชาชนนี้ ในวันนี้ และปรนนิบัติพวกเขา และตรัสตอบคําดีแก่พวกเขา เขาทั้งหลายก็จะเป็นผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทตลอดไป” ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองและผู้ที่อยู่ใต้การปกครองคือการปรนนิบัติรับใช้ดูแลซึ่งกันและกัน คือประชากรมีหน้าที่รับใช้และเชื่อฟังกษัตริย์ และหน้าที่หลักของกษัตริย์คือ การรับใช้พสกนิกรของพระองค์ดูแลความต้องการให้ความเป็นธรรมและการคุ้มครองดูแล หลีกเลี่ยงการกดขี่ข่มเหง ความรุนแรง และการหาประโยชน์ส่วนตัวจากผู้ที่พระองค์ปกครอง

การครอบครองสรรพสิ่งของมนุษย์ ต้องใช้แนวทางแห่งการดูแลดั่งที่พระเจ้าสถาปนาให้กษัตริย์ของพระองค์ปกครองเช่นกัน มนุษย์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตทั้งปวงถูกสร้างขึ้นในพระฉายของพระเจ้าให้สามารถครอบครองผ่านการรับใช้ดูแลสรรพสิ่งทั้งมวล Chris Wright ชอบภาพของการรับใช้ดูแลมากกว่าการอารักขา เพราะในภาพของการอารักขา เราอาจจะเข้าใจผิดว่ามนุษย์สามารถบริหารทรัพยากรธรรมชาติตามความเหมาะสมของเราเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง แต่ในภาพรวมของปฐมกาล 1-2 เราจะเห็นว่า สรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อพระเจ้า (เพื่อสรรเสริญ และถวายเกียรติต่อพระองค์) เพราะฉะนั้นสรรพสิ่งไม่ได้ดํารงอยู่เพื่อมนุษย์เป็นหลัก อย่างที่เราเห็นมาแล้วว่ากษัตริย์ไม่ได้ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อเป็นเจ้าของคนและดินแดนอิสราเอล (เพราะทั้งหมดเป็นของพระเจ้า) ผู้ครอบครองไม่สามารถใช้คนหรือดินแดนภายในการดูแลของเขามาเพื่อหาประโยชน์ส่วนตัวได้เช่นกัน ในกรอบความเข้าใจนี้ การรับใช้ดูแลสรรพสิ่งต่าง ๆ จึงไม่ได้เกิดขึ้นจากความเห็นแก่ตัวว่า เราจะบริหารจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติให้เราใช้มันไปได้อย่างนาน ๆ เพื่อตัวเองอย่างไร แต่เรารับใช้ดูแลสรรพสิ่งต่างๆ เพราะพระเจ้าให้คุณค่า และปีติยินดีในธรรมชาติที่พระองค์ทรงสร้างขึ้น และมอบหมายหน้าที่ให้เรารับใช้ดูแลร่วมกับพระองค์ และนี่คือบทบาทหน้าที่สําคัญและเอกลักษณ์ของความเป็นมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นในพระฉายของพระเจ้า

โลกแห่งความบาป

ความบาปของมนุษย์นั้นส่งผลกระทบต่อ สรรพสิ่งทั้งปวง (ปฐมกาล 3:17) คริสเตียนจํานวนมากคิดว่าธรรมชาติได้รับผลกระทบจากความบาปโดยตรง จึงทําให้การทํางานของธรรมชาติบางอย่างเปลี่ยนไปจากที่พระเจ้าสร้างไว้แต่แรกเริ่ม เช่น ความบาปทําให้เกิดสัตว์กินเนื้อ และทําให้เกิดภัยธรรมชาติ เป็นต้น แต่ Wright คิดว่าโลกนี้น่าจะได้รับผลกระทบทางอ้อมเพราะความสัมพันธ์กับมนุษย์ที่ล้มลงในความบาปมากกว่า เขาเสนอว่าพระเจ้าสร้างโลกนี้ขึ้นมาดีเยี่ยม แต่ยังอยู่ในกระบวนการพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์ครบถ้วน โลกสมัยก่อนที่อาดัมจะล้มลงในความบาปนั้นไม่ใช่สวรรค์บนดินที่สมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้นความยังไม่สมบูรณ์บางอย่างของสรรพสิ่งยังมีอยู่ มากไปกว่านั้นความสัมพันธ์ 3 ด้านระหว่างพระเจ้า มนุษย์และสรรพสิ่ง ได้รับผลกระทบจากความบาปของมนุษย์เช่นกัน ความกลมกลืนลงรอยกันของความสัมพันธ์ทั้ง 3 ด้านในสวนเอเดนนี้ได้ถูกทําลายลง ในกรณีของเรา ความบาปมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แทนที่เราจะทําหน้าที่รับใช้ดูแลมนุษย์กลับทําตัวเป็นเจ้าของเจ้านายและเผด็จการที่เห็นแก่ตัวและแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้กระบวนการการพัฒนาสรรพสิ่งต่าง ๆ ที่ดีเยี่ยมไปสู่ความสมบูรณ์ครบถ้วนจึงหยุดลง และความไม่สมบูรณ์ของโลกนี้ก็เพิ่มขึ้นเพราะความบาปของมนุษย์ เพราะฉะนั้นดั่งที่พฤติกรรมของกษัตริย์ที่ชั่วร้าย ส่งผลกระทบต่อชุมชนของพระเจ้าทั้งหมด การครอบครองที่ชั่วร้ายของมนุษย์ที่ล้มลงในความบาปก็ส่งผลต่อสรรพสิ่งทั้งปวงของพระเจ้าด้วย

โลกใบใหม่

โลกที่พระเจ้าเป็นเจ้าของและสร้างขึ้นให้มีศักยภาพในการพัฒนา ถูกมอบไว้ให้มนุษย์ร่วมของเรา รับผิดชอบดูแลและร่วมสร้างไปสู่ความครบถ้วน สมบูรณ์ แต่กลับได้รับผลกระบบจากความบาป ในที่สุดพระเจ้าต้องมาไถ่ถอนโลกนี้ และความรอดจึงเป็นกระบวนการที่นําสรรพสิ่งทั้งปวง กลับสู่วิถีการพัฒนาแห่งการทรงสร้าง ก่อนที่ มนุษย์จะล้มลงในความบาป ในรายละเอียด เรื่องราวของการไถ่นี้ Wright ชี้ให้เห็นความสัมพันธ์กับการทรงสร้างใน 3 ด้าน

หนึ่ง เรื่องราวของการไถ่เกี่ยวพันกับการครอบครองแผ่นดินภูมิประเทศ เมื่ออิสราเอลดื้อดึงต่อพระเจ้าและไม่รักษาพันธสัญญาของพระองค์ คนของพระเจ้าก็สูญเสียการครอบครองแผ่นดินแห่งพันธสัญญา ในด้านตรงกันข้ามการที่พระเจ้านําคนอิสราเอลกลับมาครอบครองแผ่นดินคานาอันเช่นเดิม บ่งบอกถึงการคืนดี ระหว่างพระเจ้ากับคนของพระองค์ เราจะเห็นได้ว่า ความบาปของอิสราเอลที่ส่งผลกระทบต่อ ความสัมพันธ์ 3 ด้าน ระหว่างพระเจ้า อิสราเอล และแผ่นดินแห่งพันธสัญญา เป็นรูปแบบ เดียวกันกับความบาปของมนุษย์ที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ 3 ด้านระหว่างพระเจ้า มนุษย์ และแผ่นดินโลก

สอง เรื่องราวของการไถ่ถูกกําหนดด้วยกระบวนทัศน์ของการทรงสร้าง เช่น เป้าหมายของการไถ่คือเป้าหมายเดิมเมื่อพระเจ้าสร้างโลกนี้ที่ดีเยี่ยม แต่กําลังนําสรรพสิ่งทั้งปวงไปสู่ความสมบูรณ์ครบถ้วน ดังนั้นกระบวนการไถ่มีแนวทางและเป้าหมายเดียวกันกับการทรงสร้าง การเชื่อมโยงการไถ่กับการทรงสร้างเช่นนี้ ช่วยให้เราเข้าใจว่าทําไมพระเจ้าพระผู้สร้างสรรพสิ่งทั้งปวงจึงต้องไถ่ถอนโลกนี้

สุดท้าย การเชื่อมโยงระหว่างการทรงสร้าง และการไถ่ ช่วยให้เราเข้าใจว่าทําไมมนุษย์จะต้องดูแลธรรมชาติ สรรพสิ่งทั้งปวงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการไถ่ของพระเจ้า โลกใบใหม่คือโลกใบเดิมที่จะได้รับการไถ่ถอนไปสู่ความดีเยี่ยมและสมบูรณ์ครบถ้วน ความหวังของโลกที่ดีพร้อมเช่นนี้เป็นส่วนสําคัญของการมีท่าทีที่ถูกต้องต่อการดูแลธรรมชาติ เหตุผลในการรับผิดชอบธรรมชาติตั้งอยู่บนความเข้าใจเรื่องราวแห่งการทรงสร้างที่เชื่อมโยงต่อไปสู่กระบวนการการแห่งการไถ่ของพระเจ้า มนุษย์ถูกเรียกให้อารักขาและดูแลสรรพสิ่งทั้งปวง ไม่ใช่เพียงเพราะเรากลับไปมองปฐมบัญชาในปฐมกาล 1:28 เท่านั้น แต่เป็นการมองไปข้างหน้าสู่โลกที่พระเจ้ากําลังสร้างขึ้นใหม่ ที่มีพระองค์เป็นผู้ครอบครองอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนในองค์พระเยซูคริสต์ ในเรื่องราวระหว่างโลกใบเก่าและใบใหม่นี้  คนของพระเจ้าคือมนุษยชาติใหม่ที่สะท้อนการครอบครองที่เมตตาและเป็นธรรม และรับใช้ดูแลธรรมชาติที่พระเจ้าสร้างขึ้นดีเยี่ยมและอยู่ในกระบวนการที่นําไปสู่ความสมบูรณ์ครบถ้วนเมื่อพระเยซูคริสต์เสด็จกลับมา

สรุป

พระเจ้าสร้างโลกนี้ขึ้นไว้สวยงามดีและเริ่มต้นพัฒนามันไปสู่ความครบบริบูรณ์ แต่สภาพดีเยี่ยม และการพัฒนานี้ต้องหยุดชะงักลงเพราะความบาป เป็นการดีที่พระผู้สร้างไม่ได้ทิ้งโลกใบนี้ให้ตกอยู่ในความบาป แต่พระองค์ได้เริ่มต้นกระบวนการแห่งความรอดที่ครบสมบูรณ์ ความรอดนี้มีขอบเขตที่กว้างกว่าการไถ่ถอนฝ่ายวิญญาณของมนุษย์เท่านั้น N.T. Wright เขียนไว้ว่า “แผนการของพระเจ้าไม่ใช่การทอดทิ้งโลกนี้ โลกซึ่งพระองค์เคยตรัสว่า “ดียิ่งนัก” แต่ พระเจ้าจะสร้างมันขึ้นมาอีกครั้ง และเมื่อกระทําได้แล้ว พระองค์จะให้ร่างกายใหม่กับคนของพระองค์ เพื่อเข้ามาอาศัยอยู่ในโลกใบใหม่นั้นนี่คือคําสัญญาของพระกิตติคุณ”

กระบวนการกลับสู่สภาพความปกติสุขของโลกนี้ คือสิ่งที่เราเรียกกันสั้น ๆ ว่าความรอด แต่สิ่งนี้ที่พระคัมภีร์เรียกย่อ ๆ ว่าความรอด เรามักจะเข้าใจแบบย่อ ๆ เช่นกัน ในความเข้าใจแบบ ย่อ ๆ นี้ ความรอดเกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณของมนุษย์เท่านั้น ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อเราไปอยู่กับพระเยซูคริสต์แล้วในสวรรค์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงต้องเน้นการประกาศข่าวประเสริฐและนําวิญญาณของผู้ที่ยังไม่เชื่อให้รอด เพื่อรอใช้ชีวิตหลังความตายกับพระเยซูคริสต์เจ้า อย่างไรก็ดี N.T. Wright ให้ข้อคิดที่ดีแก่เราโดยเสนอว่า เรื่องราวแห่งความรอดจะไม่เสร็จสิ้น เมื่อวิญญาณของเราถูกรับขึ้นไปอยู่กับพระเยซูในสวรรค์ แต่จะเสร็จสิ้นเมื่อกรุงเยรูซาเล็มใหม่ลงมาจากสวรรค์สู่โลกเพื่อ “ที่ประทับของพระเจ้ามาอยู่กับมนุษย์” อย่างถาวร (วิวรณ์ 21:3) ในที่สุดแล้ว ผู้ที่เชื่อในองค์พระเยซูคริสต์จะไม่ได้อยู่ในสวรรค์โดยไม่มีร่างกาย แต่จุดหมายปลายทางนิรันดร์ของเราคือ “สวรรค์บนดิน” นั้นก็คือโลกใบนี้ ที่ได้กลับสู่สภาพปกติสุขอย่างที่พระเจ้า ได้ทรงสร้างไว้ตั้งแต่แรก

สภาพสวรรค์บนดินนี้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ในการเสด็จมาบังเกิดขององค์พระเยซูคริสต์ และในพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธ์ในคริสตจักรในพระคัมภีร์เดิม แผ่นดินของพระเจ้าคือโลกในอุดมคติหรือสวรรค์บนดินที่พระเจ้าจะนําพาให้เกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น เมื่อพระเยซูคริสต์ ประกาศว่า แผ่นดินสวรรค์ได้มาถึงแล้ว พระองค์กําลังเสนอว่าโลกในอุดมคติได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เวลาที่พระเจ้าจะนําโลกนี้กลับสู่ความปกติสุขเหมือนเดิมมาถึงแล้ว และพระเยซูคริสต์ได้มอบหมายให้คริสตจักรของพระองค์มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้ด้วย เมื่อเราอธิษฐาน “ขอให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่” เรากําลังบอกว่า เราต้องการเห็นสภาพสวรรค์บนดินเป็นจริงบนโลกนี้มาก ๆ ยิ่งขึ้น จนในที่สุด “แผ่นดินโลกจะเต็มไปด้วยพระสิริของพระเจ้าดุจน้ำปกคลุมทะเล” (อสย 11:9) ผู้ที่เชื่อวางใจในองค์พระเยซูคริสต์เป็นส่วนหนึ่งในการนําโลกกลับสู่ความปกติสุข และสภาพสวรรค์บนดิน หนึ่งในหน้าที่สําคัญนี้ คือ การรักษาการดูแลธรรมชาติและระบบนิเวศ ให้เราจะช่วยกันรักษ์โลกนี้และใส่ใจสวรรค์บนดินของเรา