ออร์เคสตร้าของพระเจ้า

ผู้เขียนมักจะได้รับแรงบันดาลใจ ความรู้สึกที่อิ่มเอิบใจ และความรักในเสียงดนตรีที่มากขึ้นในทุก ๆ ครั้งที่ไปชมการบรรเลงดนตรีโดยวงออร์เคสตร้าที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสาย เครื่องเป่า หรือเครื่องเคาะ จนกระทั่งผู้เขียนได้มีโอกาสเป็นวาทยกรและควบคุมวงออร์เคสตร้าอยู่หลายครั้งซึ่งทำให้พบว่า การที่วงออร์เคสตร้าจะบรรเลงเพลงเพลงหนึ่งให้ออกมาไพเราะนั้นเป็นศาสตร์และศิลป์ที่มีความน่าสนใจและท้าทายไม่น้อยเลยทีเดียว และผู้เขียนได้พบว่าหัวใจของการซ้อมและการแสดงดนตรีในแต่ละครั้งให้ออกมาไพเราะน่าฟัง คือ การที่นักดนตรีแต่ละคนในวงนั้นมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและร่วมใจกันบรรเลงเพลงตามการควบคุมวงของวาทยกรอย่างสุดใจ

หากจะให้หาข้อพระคัมภีร์ที่สะท้อนภาพของวงออร์เคสตร้านั้น ผู้เขียนก็จะนึกถึงพระธรรมสดุดี 150 ซึ่งเป็นบทที่มีการพูดถึงการนมัสการด้วยเครื่องดนตรีชนิดต่าง ๆ และในบทความนี้ ผู้เขียนได้ใช้พระธรรมสดุดี 150 ในการนำเสนอมิติของการนมัสการผ่าน 5 คำถามที่ผู้อ่านสามารถนำไปใคร่ครวญและประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้

1 สรรเสริญพระยาห์เวห์ จงสรรเสริญพระเจ้าในสถานนมัสการของพระองค์ จงสรรเสริญพระองค์ในพื้นฟ้าอันอานุภาพของพระองค์ 2 จงสรรเสริญพระองค์ เพราะกิจการอันทรงอานุภาพของพระองค์ จงสรรเสริญพระองค์ ตามความยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ 3 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงแตร จงสรรเสริญพระองค์ด้วยพิณเขาคู่และพิณใหญ่ 4 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยรำมะนาและการเต้นรำ จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเครื่องสายและปี่ 5 จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉิ่ง จงสรรเสริญพระองค์ด้วยเสียงฉาบ 6 จงให้ทุกสิ่งที่หายใจสรรเสริญพระยาห์เวห์ สรรเสริญพระยาห์เวห์

(สดุดี 150 ฉบับมาตรฐาน THSV11)

1. นมัสการใคร ? (สดุดี 150:1)

สดุดีบทนี้กําลังบ่งบอกให้ผู้อ่านนมัสการใครสักคนหนึ่ง ซึ่งบุคคลนั้นก็คือ “พระยาเวห์” ประโยคแรกที่เปิดมานั้นก็คือ “สรรเสริญพระยาห์เวห์” (1) ซึ่งภาษาฮีบรูใช้คําว่า “ฮาเลลูยา” (הַלְּלוּיָהּ) คำว่า “ฮาลลู” (הַלְלוּ) นั้น แปลว่า จงสรรเสริญ และ “ยาห์” (יָהּ) เป็นตัวย่อจากคําว่า “ยาเวห์” เมื่อนำสองคำมารวมกันจะมีความหมายว่า “ให้พวกท่านสรรเสริญพระยาเวห์” หรือ “สรรเสริญองค์พระผู้เป็นเจ้า” ตามธรรมเนียมความเข้าใจของผู้เขียนพระธรรมสดุดีและพระธรรมวิวรณ์นั้น คําว่าฮาเลลูยาสามารถใช้เรียกชวนให้ทุกคนมาสรรเสริญพระเจ้าหรือใช้พูดกับจิตใจของตัวเองเพื่อให้สรรเสริญพระเจ้าได้ และคำนี้ยังใช้พูดกับพระเจ้าเพื่อสรรเสริญพระองค์ได้เช่นเดียวกัน

เนื่องจากคนอิสราเอลหรือคนยิวจะไม่ออกเสียงพระนามพระเจ้าว่าพระยาเวห์ คําว่า “ฮาเลลูยา” จึงถูกใช้เป็นคําที่ใช้สรรเสริญพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนสดุดีบทนี้กําลังสื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าบุคคลที่จะถูกนมัสการและสรรเสริญนั้นคือพระเจ้าของอิสราเอล พระยาเวห์องค์เดียวเท่านั้น ไม่ใช่เทพเจ้า พระอื่น ธรรมชาติ รูปเคารพ มนุษย์ ผู้นำ อาคาร สถานที่ ความสำเร็จ หรือแม้กระทั่งตัวผู้นมัสการเอง เพราะฉะนั้นผู้เขียนอยากเชิญชวนให้ผู้อ่านได้ใช้เวลาสำรวจตัวเองว่า ในแต่ละวันนั้นเรากำลังนมัสการใครอยู่ ?

2. นมัสการที่ไหน ? (สดุดี 150:1)

“จงสรรเสริญพระเจ้าในสถานนมัสการของพระองค์” (1) หมายถึงสถานที่ที่บริสุทธิ์แด่การที่พระเจ้าจะทรงสถิตและรับการนมัสการ ซึ่งในภาษาฮีบรูนั้นคํานี้ไม่ได้เล็งถึงแค่พระวิหารแต่รวมถึงพลับพลาที่พระเจ้าบัญชาให้โมเสสสร้างเพื่อให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าในถิ่นทุรกันดารที่มีการเคลื่อนย้ายอยู่เสมอ คำว่า “พื้นฟ้า” ในประโยค “จงสรรเสริญพระองค์ในพื้นฟ้าอันอานุภาพของพระองค์” (1) นั้นสามารถพบได้ในพระธรรมปฐมกาล 1 เมื่อพระเจ้าทรงแยกพื้นที่ระหว่างน้ำและทรงเรียกภาคพื้นนั้นว่าฟ้า แต่ในบริบทของ     พระคัมภีร์สดุดี 150 นั้นเป็นไปไม่ได้ที่มนุษย์จะขึ้นไปบนฟ้าเพื่อนมัสการพระเจ้า ซึ่งในภาษาฮีบรูนั้นมักจะมีการใช้คําที่มีขั้วตรงข้ามมาผสมกันเพื่อสื่อความหมายที่กว้างกว่า (merism) เช่น เวลาเช้าและเวลาเย็นสื่อถึงหนึ่งวัน เพศชายและเพศหญิงสื่อถึงมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้ ฟ้าและพื้นดินนั้นสื่อถึงจักรวาลหรือทุกหนทุกแห่ง เหมือนในพระคัมภีร์ปฐมกาลที่บอกว่าพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดิน กําลังสื่อว่าพระเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล และถ้าผู้อ่านย้อนกลับไปดูในพระคัมภีร์ปฐมกาลจะเห็นว่าพระเจ้าตั้งใจที่จะสร้างโลกใบนี้ให้เป็นสถานนมัสการของพระองค์ เป็นที่ที่มนุษย์และการทรงสร้างจะพบกับพระองค์และนมัสการพระองค์ได้ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้นแล้วพระคัมภีร์สดุดีบทนี้ไม่ได้กําลังบอกให้ผู้อ่านนมัสการพระเจ้าในพระวิหารเท่านั้นแต่กําลังบอกให้นมัสการพระองค์ในทุก ๆ ที่ในโลกใบนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตว่าทําไมผู้เขียนพระคัมภีร์สดุดีเขียนแต่คำว่าพื้นฟ้าแต่ไม่เขียนว่าให้นมัสการพระเจ้าในแผ่นดิน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะผู้เขียนพระคัมภีร์สดุดีบทนี้กําลังจะสื่อว่า ให้มนุษย์ทําทุก ๆ ที่ในแผ่นดินโลกนี้ให้เป็นสถานนมัสการของพระองค์ โดยแนวคิดนี้ได้ปรากฏชัดในสถานที่ต่าง ๆ ตลอดพระคัมภีร์ทั้งเล่มไม่ว่าจะเป็น สวนเอเดน แท่นบูชาตามที่ต่าง ๆ พลับพลา พระวิหาร ธรรมศาลา คริสตจักร รวมถึงในตัวบุคคลด้วยนั่นก็คือ พระเยซูผู้ซึ่งเป็นพระวิหารของพระเจ้า และชีวิตของผู้เชื่อแต่ละคนที่เป็นพระวิหารสำหรับการสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น ทุก ๆ ที่ควรจะเป็นที่ที่บริสุทธิ์ให้พระเจ้าสามารถสถิตและเป็นที่ที่มนุษย์สามารถพบและนมัสการพระองค์ได้ ไม่ว่าจะเป็นที่คริสตจักร ที่ทํางาน โรงเรียน บ้าน ห้องนอน หรือในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ผู้เขียนจึงอยากเตือนใจให้ผู้อ่านนมัสการพระเจ้าในทุก ๆ ที่ และทำทุก ๆ ที่ให้เป็นสถานนมัสการพระเจ้า

3. นมัสการทำไม ? (สดุดี 150:2)

ในข้อที่ 2 นั้นผู้เขียนพระคัมภีร์สดุดีได้อธิบายถึงเหตุผลของการนมัสการพระเจ้า คือ “เพราะกิจการอันทรงอานุภาพของพระองค์” (สิ่งที่พระองค์ทำ) ซึ่งเล็งถึงพระราชกิจของพระองค์ไม่ว่าจะเป็นการทรงสร้างของพระองค์ การดูแลของพระองค์ และอื่น ๆ อีกมากมาย โดยพระราชกิจของพระเจ้านั้นไม่ได้มีแค่ในระดับตัวบุคคลเท่านั้นแต่ยังมีต่อระดับสังคม โลก และจักรวาลด้วย เพราะฉะนั้น เวลาใคร่ครวญถึงพระราชกิจของพระองค์นั้น ผู้นมัสการควรจะมองไปที่พระราชกิจของพระองค์ไม่เพียงแค่ในชีวิตของตนเองเท่านั้นแต่ในชีวิตของผู้อื่นด้วย ในทางกลับกันผู้นมัสการไม่ควรจดจ่อแค่พระราชกิจที่พระเจ้าทรงทำกับผู้อื่นจนลืมจดจำสิ่งที่พระเจ้าได้ทำในชีวิตของผู้นมัสการ ส่วนเหตุผลที่ 2 นั้นผู้เขียนสดุดีได้บอกว่า “จงสรรเสริญพระองค์ ตามความยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์” (สิ่งที่พระองค์เป็น) ซึ่งพระลักษณะพระเจ้ามีหลายด้านมาก และแต่ละด้านนั้นล้วนแสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็น ความเป็นพระเจ้า การเป็นแสงสว่าง การเป็นความรัก ผู้นมัสการควรจะใคร่ครวญว่าพระองค์ทรงยิ่งใหญ่อย่างไรบ้างในชีวิตและทรงเป็นอะไรบ้างในชีวิตของ ผู้นมัสการ

พระเจ้าประสงค์ให้ผู้นมัสการพระองค์นั้นนมัสการอย่างมีเหตุผล (ด้วยความจริง) และผู้นมัสการจําเป็นต้องศึกษาเกี่ยวกับพระลักษณะพระเจ้าและมีความสัมพันธ์กับพระองค์เพื่อจะได้รู้ถึงสิ่งที่พระองค์ทําในโลกนี้และในชีวิตของผู้นมัสการรวมถึงความยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรงเป็นในชีวิตของผู้นมัสการ ในมุมมองของผู้เขียนนั้น เหตุผลในการนมัสการของผู้ที่กราบไหว้รูปเคารพส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อตนเอง เช่น อยากจะมีลูกดกทวีก็สร้างรูปเคารพเจ้าแม่อาเชราห์ อยากให้ฝนตกมีพืชผลก็สร้างพระบาอัล เช่นเดียวกันกับในชีวิตของผู้ติดตามพระเจ้า ที่ถึงแม้ว่าอาจจะรู้จักพระเจ้าแต่ก็อาจจะยังนมัสการพระองค์ด้วยการสร้างรูปเคารพ เช่น นมัสการเพราะอยากร่ำรวย อยากประสบความสําเร็จ อยากเรียนเก่ง หรืออยากรอดจากนรกแล้วไปสวรรค์ แต่จริง ๆ แล้วพระคัมภีร์สดุดีบทนี้กําลังบอกให้ผู้อ่านนมัสการพระเจ้าด้วยสิ่งที่พระเจ้าทําและเป็นทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ไม่ได้ให้นมัสการเพราะสิ่งที่อยากจะให้พระเจ้าจะทําหรือเป็นในอนาคต เพื่อให้ทุกคนได้นมัสการพระเจ้าด้วยความจริงและจิตวิญญาณโดยไม่คาดหวังผลตอบแทน (ยอห์น 4:24)

4. นมัสการอย่างไร ? (สดุดี 150:3–5)

ในข้อที่ 3–5 ของพระคัมภีร์สดุดีบทนี้ได้บันทึกถึงวิธีการนมัสการพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นด้วย “แตร” “พิณเขาคู่และพิณใหญ่” “รํามะนา” “การเต้นรํา” “เครื่องสาย” “ปี่” “ฉิ่ง” และ “ฉาบ” เมื่ออ่านพระคัมภีร์สดุดีบทนี้ผู้เขียนได้นึกถึงภาพวงซิมโฟนีออร์เคสตร้า ที่ประกอบไปด้วยเครื่องดนตรีนานาชนิดและถูกบรรเลงออกมาอย่างไพเราะกลมกลืนภายใต้การนำของวาทยกร คำว่า “ซิมโฟนี” (symphony) นั้นมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำที่พบได้ในพันธสัญญาใหม่ คำแรกคือ “symphonia” (συμφωνία) ที่แปลว่า ความเป็นหนึ่งเดียวของเสียง คำนี้พบได้ในพระธรรมลูกา 15:25 “ส่วนบุตรคนโตนั้นอยู่ที่ทุ่งนา เมื่อเขากลับมาใกล้จะถึงบ้าน ก็ได้ยินเสียงดนตรีและการเต้นรำ” และคำที่สอง “symphōnos” (σύμφωνος) ที่แปลว่า การตกลง คำนี้พบได้ในพระธรรม 1 โครินธ์ 7:5 “อย่าปฏิเสธความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาเว้นแต่ได้ตกลงกันเป็นการชั่วคราว เพื่ออุทิศตัวในการอธิษฐาน” ส่วนคำว่า ออร์เคสตร้า (orchestra) ก็มีรากศัพท์จากภาษากรีก “orcheisthai” (ορχεισθαι) ที่แปลว่าเต้นรำ ฉะนั้นแล้วพระคัมภีร์สดุดีบทนี้ให้ภาพของวงซิมโฟนีออร์เคสตร้าได้ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นการเต้นรำและการบรรเลงเครื่องดนตรีให้มีการเคลื่อนไหวและเสียงที่มีความเป็นหนึ่งเดียว

ผู้เขียนบทความนี้ได้ตั้งข้อสังเกตในเชิงศาสนศาสตร์เพิ่มเติมจากมุมมองดนตรีว่า สดุดีบทนี้กำลังสื่อความหมายว่าผู้นมัสการพระเจ้านั้นจะต้องนมัสการด้วยทั้งชีวิตไม่ใช่แค่ด้วยเพียงแค่ส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ปากในการเป่าแตรและปี่ การใช้นิ้วในการดีดพิณ การใช้ฝ่ามือทั้งสองในการตีรำมะนา (กลอง) การใช้แขนในการสีเครื่องสาย และการใช้มือและหัวไหล่ในการตีฉิ่งและฉาบ จะเห็นได้ว่าในวงซิมโฟนี ออร์เคสตร้าของพระเจ้านั้น ผู้นมัสการนั้นต้องใช้ทุกส่วนของร่างกายในการสรรเสริญพระเจ้า  ซึ่งในเชิงศาสนศาสตร์นั้นมีความหมายว่าผู้นมัสการจะต้องใช้ทั้งชีวิตหรือทุกส่วนของชีวิตในการนมัสการพระเจ้า ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ความรู้สึก และความคิด เหมือนที่พระเยซูบอกว่าให้ “รัก [นมัสการ] องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าด้วยสุดใจ ของท่าน ด้วยสุดจิตของท่าน ด้วยสุดความคิดของท่าน และด้วยสุดกำลัง” (มาระโก 12:30)

5. นมัสการโดยใคร ? (สดุดี 150:6)

ในสมัยก่อนนั้นชาวอิสราเอลหลายคนมีความคิดว่าพระยาเวห์เป็นหนึ่งในพระเจ้าหลาย ๆ องค์และความคิดนี้ได้นำมาซึ่งการนมัสการรวมกันหลาย ๆ พระ หรือบางคนอาจจะมีความคิดว่าเฉพาะคนอิสราเอลเท่านั้นที่สามารถนมัสการพระยาเวห์ได้ แต่ในพระคัมภีร์สดุดีบทนี้ไม่ได้บอกว่าให้ประชากรอิสราเอลเท่านั้นที่จะนมัสการพระเจ้าแต่ “ให้ทุกสิ่งที่หายใจสรรเสริญพระยาห์เวห์” (6) ซึ่งทุกสิ่งที่หายใจได้นั้นแน่นอนว่าเล็งถึงมนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นประชากรของพระเจ้าหรือประชาชาติต่าง ๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือในภาษาฮีบรู คําว่าหายใจนั้นใช้รวมถึงสัตว์ด้วย ในสมัยก่อนนั้นงานของคนส่วนใหญ่ก็คือการเลี้ยงสัตว์ หรือทรัพย์สมบัติของคนสมัยก่อนก็คือการมีฝูงสัตว์ พระคัมภีร์สดุดีข้อนี้กําลังบอกว่าไม่ว่าจะเป็นการงานหรือทรัพย์สมบัติที่มี ทุกสิ่งล้วนจะต้องเป็นที่สรรเสริญพระเจ้าด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นแล้วหลายครั้งเมื่อพูดถึงการนมัสการหลายคนอาจจะคิดถึงเพียงแค่คริสตจักร ดนตรีคริสตจักรหรือเฉพาะคริสเตียน แต่จริง ๆ แล้ว มนุษย์ทุกคนถูกสร้างและถูกเรียกให้นมัสการพระเจ้า ไม่ว่าจะด้วยสิ่งที่เราเป็น สิ่งที่เราทํา หรือ สิ่งที่เรามี

ผู้เขียนหวังว่าบทความนี้จะหนุนใจให้ผู้อ่านนมัสการพระเจ้าผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกตามพระราชกิจที่พระองค์ได้ทำและในพระลักษณะที่พระองค์เป็น ในทุกวัน ทุกที่ และด้วยทุกส่วนของชีวิต สุดท้ายนี้ผู้เขียนหวังว่าคริสตจักรในประเทศไทยนั้นจะเป็นวงออร์เคสตร้าของพระเจ้าโดยมีผู้ที่เชื่อในพระองค์เป็นผู้บรรเลงเพลงภายใต้การควบคุมวงของวาทยกรผู้เป็นพระเจ้า เพื่อนำพาไม่ใช่แค่เพียงแต่คริสเตียนเท่านั้นให้มานมัสการพระเจ้า แต่เพื่อ “ให้ทุกสิ่งที่หายใจสรรเสริญพระยาห์เวห์” (สดุดี 150:6)