ต้นแบบโครงสร้างการนมัสการในนิมิตของอิสยาห์

“คริสตจักรของท่านมีรูปแบบโครงสร้างการนมัสการแบบใด?  องค์ประกอบต่าง ๆ หรือ “รายการ”ต่าง ๆ ที่ทำกันมาหลายยุคหลายสมัยนั้น มีความหมายอะไรบ้าง? และท่านเข้าใจความหมายเหล่านั้นหรือไม่ ? ด้วยเหตุนี้จึงขอนำเราทั้งหลายมาเรียนรู้ ทำความเข้าใจร่วมกัน บนพื้นฐานของพระคัมภีร์สู่การนมัสการที่มีความหมายยิ่งขึ้น

ความเข้าใจในเรื่องโครงสร้างของระเบียบนมัสการนั้น ส่วนหนึ่งคงได้มาจากนิมิตของท่านอิสยาห์ ในพระธรรมอิสยาห์ 6:1-9 ท่านอิสยาห์ได้เป็นพยานถึงการทรงเรียก และการเปิดเผยของพระเจ้า เมื่อท่านไปนมัสการพระเจ้าในพระวิหารท่านได้พบพระเจ้า

โครงสร้าง 7 ขั้นตอนของการนมัสการพระเจ้าจากนิมิตของอิสยาห์

1.การเข้าสู่การทรงสถิต

ข้อ 1. ในปีที่กษัตริย์อุสซียาห์สิ้นพระชนม์ ข้าพเจ้าเห็นองค์เจ้านายประทับบนพระที่นั่งอันสูงส่งและรับการเทิดทูน และชายฉลองพระองค์ของพระองค์เต็มพระวิหาร 

อิสยาห์รับรู้ว่าตนเองเข้ามาอยู่ในพระวิหารในการทรงสถิตของพระเจ้า โดยการ “มองเห็น” ท่านได้เห็นพระเจ้าผู้ประทับอยู่บนบัลลังก์สูงในพระวิหาร พระองค์ดูยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ชายฉลองพระองค์ก็ปกคลุมทั่วพระวิหาร  (อิสยาห์มองเห็นพระเจ้าอย่างถูกต้อง คือ เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า)

ข้อ 2 ท่านอิสยาห์มองเห็นเสราฟิมยืนอยู่  แต่ละตนมีปีกหกปีก โดยใช้สองปีกบังหน้า และสองปีกคลุมเท้า และด้วยสองปีกบินไป

นอกจากอิสยาห์มองเห็นพระเจ้าบนบัลลังก์ ท่าน “เห็น” บรรดาเหล่าทูตสวรรค์ของพระเจ้า คือ เสราฟิมที่มีปีก 6 ปีกกำลังบินเหนือพระองค์เพื่อรับรับใช้พระองค์

ภาพนี้ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า เมื่อผู้นมัสการเข้ามาในสถานนมัสการ เขาควรจะได้สัมผัสการทรงสถิตของพระเจ้าในบรรยากาศที่เงียบสงบ น่าเคารพยำเกรง และสำรวม

เมื่อสมาชิกในคริสตจักรเข้ามาในสถานนมัสการ เขาเห็นอะไรบ้าง? ถ้าหากการเริ่มต้นของการนมัสการสามารถเอื้ออำนวยให้ผู้มานมัสการสัมผัสกับการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้าได้ก็จะทำให้เขาได้มีใจเตรียมพร้อมที่จะนมัสการดังนั้นช่วงแรกจึงเป็นช่วงของการเตรียมเข้าสู่การทรงสถิตเตรียมใจเข้าสู่การนมัสการช่วงแรกนี้จึงเป็นช่วงบรรเลงดนตรีอ่านบทชวนนมัสการ

2. การสรรเสริญเทิดพระเกียรติ

เสราฟิม… ต่างก็ร้องต่อกันและกันว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ พระยาห์เวห์จอมทัพ แผ่นดินโลกทั้งสิ้นเต็มด้วยพระสิริของพระองค์แล้วฐานของธรณีประตูทั้งหลายก็สั่นไหวเนื่องด้วยเสียงของผู้ร้อง และพระนิเวศก็เต็มด้วยควัน (ข้อ3-4)  

เสียงร้องของเสราฟิมก้องไปทั่วพระวิหาร ต่างร้องถึง “ความบริสุทธิ์” ย้ำถึง 3 ครั้ง เน้นความบริสุทธิ์ของพระเจ้าซึ่งเป็นพระลักษณะของพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่และบริสุทธิ์

การได้อยู่จำเพาะพระพักตร์ของพระองค์นั้น ทำให้ผู้นมัสการสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ และความบริสุทธิ์ของพระองค์จึงร้องสรรเสริญเทิดพระเกียรติพระเจ้า และเมื่อเราได้รับฟังพระวจนะพระเจ้า บทเชิญชวนให้นมัสการ เชิญชวนให้เรามาอยู่จำเพาะพระพักตร์ของพระเจ้า เราก็เกิดความชื่นชมยินดีด้วยการสรรเสริญพระนามพระองค์ และการที่เรามีโอกาสในการเข้าเฝ้าพระเจ้าผู้ทรงความยิ่งใหญ่เหนือสรรพสิ่งทั้งปวง จึงเป็นโอกาสพิเศษ เป็นสิทธิพิเศษ เป็นเกียรติของเรา เราจึงควรสรรเสริญพระองค์ ยอย่องพระนามของพระองค์

ในช่วงนี้ส่วนใหญ่จะเป็นการอธิษฐาน สรรเสริญยอพระเกียรติ หรือถวายเพลงสรรเสริญพระเจ้า ดังนั้นจึงอยากหนุนใจพี่น้องทุกท่าน

  • ทุกวันอาทิตย์ ตั้งจิตอธิษฐาน มุ่งมั่นนมัสการ นำจิตใจมาถวายสรรเสริญ สาธุการแด่พระเจ้า
  • เข้ามาร้องเพลงด้วยความยินดี โห่ร้องด้วยความชื่นบาน ถวายแด่พระเจ้าด้วยบทเพลงสรรเสริญ
  • เวลาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า ร้องให้เต็มเสียง ไม่ต้องอาย ร้องสรรเสริญเปล่งเสียง แต่ไม่ใช่ตะโกนหรือตะเบ็งเสียง (นมัสการแบบมีชีวิตชีวาเพราะเรากำลังนมัสการพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่)

3.การสำนึกผิดและสารภาพบาป

เมื่อท่านอิสยาห์ได้เห็นพระเจ้า ได้สัมผัสความบริสุทธิ์ของพระเจ้าจอมโยธาแล้วหันมามองตนเอง    ก็รู้สึกทันทีว่าตนเองเป็นคนบาปและไม่คู่ควรที่จะอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์เช่นนั้น ท่านจึงร้องออกมา​ว่า “วิบัติแก่ข้าพเจ้า เพราะว่าข้าพเจ้าพินาศแล้ว เพราะข้าพเจ้าเป็นคนริมฝีปากไม่สะอาดและข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางชนชาติที่ริมฝีปากไม่สะอาด แต่ดวงตาของข้าพเจ้าได้เห็นกษัตริย์ คือพระยาห์เวห์จอมทัพ” (ข้อ 5)​

เมื่อผู้นมัสการอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้า สัมผัสความบริสุทธิ์ของพระองค์ก็เสียใจและสำนึกในความบาปผิดจนต้องถ่อมใจลงอธิษฐานสารภาพบาป เพื่อขอรับการอภัยจากพระองค์ในบาปที่ได้ทำไป ด้วยเหตุนี้ ในการนมัสการเราจึงจัดให้มีโอกาสที่สมาชิกจะสารภาพบาปต่อพระเจ้า เพื่อจะได้รับการสร้างใหม่โดยผ่านพระวจนะของพระเจ้า

ในช่วงนี้โดยทั่วไปเราจะอ่านจากพระธรรมสดุดี การอธิษฐานสารภาพบาป และคำอธิษฐานของพระเยซู ในคำอธิษฐานที่พระเยซูทรงสอนนั้นอธิษฐานว่า “ขอทรงโปรดยกบาปผิดของข้าพระองค์ เหมือนข้าพระองค์ยกโทษผู้ที่ทำผิดต่อข้าพระองค์นั้น” หมายความว่า เราเป็นคนที่ได้ทำบาปผิด ฉะนั้น เราจึงต้องการการอภัยจากพระเจ้า ซึ่งเราเองก็ต้องรู้จักอภัยให้คนอื่นด้วยเช่นกัน

4.การรับอภัยโทษบาปและรับการชำระ

แล้วองค์หนึ่งในพวกเสราฟิมบินมาหาข้าพเจ้า ในมือมีถ่านเพลิงซึ่งท่านเอาคีมคีบมาจากแท่นบูชา และท่านแตะต้องปากของข้าพเจ้าพูดว่า “นี่แน่ะ สิ่งนี้ได้แตะต้องริมฝีปากของเจ้าแล้ว ความผิดของเจ้าก็ถูกขจัด และบาปของเจ้าก็ได้รับการลบล้าง”(ข้อ 6-7)​

ลองนึกภาพทูตสวรรค์เอาคีมคีบถ่านที่มีไฟ น่าจะร้อนน่าดู และกำลังแตะปาก ถ้าเป็นเราคงกลัว แต่ อิสยาห์ “ยอม”  อิสยาห์ ได้รับการชำระด้วยไฟจากถ่านที่มาแตะริมฝีปาก ภาพนี้เป็นภาพแห่งการยอมจำนนต่อพระเจ้า อิสยาห์ยอมให้พระเจ้าชำระล้างด้วยไฟ พลัง ฤทธานุภาพของพระเจ้า บาปของเขาก็ได้รับการลบล้าง

การจัดการกับบาป มันอาจจะเจ็บปวด อาจต้องจ่ายราคาแต่มันสุดคุ้มค่า ขอให้เรายอมจำนนต่อพระเจ้า เปิดใจของเราเหมือนกับท่านอิสยาห์  พระเจ้าพร้อมที่จะยกโทษให้กับเราเสมอในยามที่เราสำนึกผิดจากใจจริง

ในตอนนี้โดยทั่วไปศาสนาจารย์หรือศิษยาภิบาลจะใช้ข้อพระธรรมอ่านเพื่อให้สมาชิกมั่นใจ ในการยกโทษ อภัยบาปให้ การยกโทษนั้นเป็นมาจากพระเจ้า ศาสนาจารย์หรือศิษยาภิบาลเพียงแต่เป็นผู้นำเอาคำมั่นสัญญาจากพระวจนะของพระองค์มายืนยันให้ทราบ

ดังนั้น ช่วงนี้จะเป็นช่วงของการประกาศการอภัยโทษจากพระเจ้า เพื่อให้ผู้นมัสการมีความมั่นใจว่า พระเจ้าทรงยกโทษบาปให้แล้ว

5. การฟังพระสุรเสียง

เมื่ออิสยาห์ได้รับการชำระให้สะอาดแล้ว ก็เป็นการง่ายที่จะได้ยินเสียงและรับการสำแดงจากพระเจ้าพระเจ้าตรัสกับท่านในพระวิหารนั้น ในข้อ8. “และข้าพเจ้าได้ยินพระสุรเสียงขององค์เจ้านายตรัสว่า “เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนพวกเรา? ”  

เมื่อได้รับการชำระแล้วผู้นมัสการพร้อมที่จะรับฟังพระวจนะหรือข่าวสารจากพระเจ้าที่ผ่านมาทางผู้รับใช้ของพระองค์  เพื่อจะรับการขัดเกลาและเปลี่ยนแปลงชีวิต และเพื่อกระทำให้น้ำพระทัยของพระองค์สำเร็จในชีวิตของตนพระเจ้าตรัสผ่านพระคัมภีร์และผู้รับใช้ของพระองค์

นี่คือช่วงเวลาที่สมาชิกจะได้ฟังการเทศนา ตีความหมายจากพระคัมภีร์บอกให้สมาชิกรู้ว่าชีวิตของเขาควรจะดำเนินอย่างไร ควรทำอะไร  สุดท้ายพระเจ้าได้เรียก และได้เลือก ได้ใช้ให้อิสยาห์ออกไปบอกข่าวดีแก่ประชาชาติ นอกจากนี้ยังจะมีการมอบหมาย ท้าทายชีวิตเราที่จะสำแดงในสังคมด้วย “เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา” เราได้เห็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่งาม ที่รอการแก้ไขพัฒนามากมายในที่รอบ ๆ ตัวเรา เสียงที่ว่า “เราจะใช้ผู้ใดไป และผู้ใดจะไปแทนเรา “อาจจะท้าทายเราเสมอ เพียงแต่รอคำตอบจากเรา ช่วงนี้เป็นช่วงของการอัญเชิญพระวจนะและเทศนา

6.การตอบสนอง 

อิสยาห์ทูลตอบสนองว่า “ข้าพระองค์อยู่นี่ ขอทรงใช้ข้าพระองค์เถิด”(ข้อ 8ข ) ท่านอิสยาห์ตอบสนองต่อการฟังพระสุรเสียงของพระเจ้าด้วยความเต็มใจและเชื่อฟัง โดยการอุทิศถวายตัวของท่านเพื่อจะรับใช้พระเจ้า รับใช้ประชากรของพระองค์  พระเจ้าเรียกอิสยาห์ให้ไปเป็นตัวแทนของพระองค์ในการไปประกาศข่าวประเสริฐ เรื่องความรอดแก่ประชาชาติ อิสยาห์ได้ตอบสนอง โดยไม่ได้ถามเลยว่าจะไปไหน ไปทำอะไร ท่านพร้อมรับใช้พระเจ้า

เมื่อผู้นมัสการรับฟังคำเทศนาแล้ว ก็จะตอบสนองพระวจนะด้วยการอุทิศ ถวายตัว การถวายทรัพย์ นอกจากนี้ การถวายเวลา ความสามารถพิเศษ ย่อมสำคัญเช่นกัน  ช่วงนี้จะเป็นช่วงอธิษฐานตอบสนอง ถวายเพลงตอบสนอง ประกาศหลักข้อเชื่อของอัครธรรมทูต ถวายทรัพย์ อธิษฐานมอบถวาย

7. การรับมอบหมายภารกิจ (ข้อ 9)

เมื่อท่านทูลตอบแสดงความพร้อมและความเต็มใจให้พระเจ้าใช้ พระเจ้าก็มอบหมายภารกิจให้ท่าน ภารกิจนั้นคือ การไปตักเตือนประชาชนที่หันหลังให้พระเจ้าให้หันกลับมาหาพระองค์

“และพระองค์ตรัสว่า “ไปเถอะและกล่าวแก่ชนชาตินี้ว่า ‘ฟังแล้วฟังอีก แต่อย่าเข้าใจ ดูแล้วดูอีก แต่อย่ามองเห็น” (ข้อ9)

พระเจ้าทรงบอกอิสยาห์ว่าประชาชนจะฟัง แต่จะไม่มีวันเข้าใจถ้อยคำของเขา เพราะจิตใจของเขาดื้อด้านเกินกว่าจะกลับใจใหม่ การพิพากษาของพระเจ้าคือ ปล่อยให้พวกเขากบฏและมีจิตใจแข็งประด้างต่อไป ทำไมพระเจ้ายังทรงใช้อิสยาห์ไปทั้ง ๆ ที่ พระองค์ทรงรู้ว่าประชาชนจะไม่ยอมฟัง  แม้ชนชาตินี้จไม่ยอมกลับใจและจะถูกลงโทษ แต่จะมีบางคนที่ฟัง และพร้อมจะติดตามพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ อิสยาห์ได้รับมอบหมายงานที่ยาก เราอาจจะไม่รับภารกิจนี้ แต่อิสยาห์รับ “ข้าพระองค์อยู่นี่ ขอทรงใช้ข้าพระองค์ไปเถิด”

เมื่อผู้นมัสการฟังพระวจนะ ก็จะทราบว่าพระเจ้าต้องการให้ตนทำภารกิจอะไร? ควรดำเนินชีวิตอย่างไร? พระเจ้าทรงเรียกเราเพื่อจะนำการประเล้าประโลมใจ นำความรักของพระเจ้าไปสู่พี่น้องของเรา  บ้างกำพร้า บ้างเจ็บปวด บ้างทนทุกข์ด้วยเรื่องต่าง ๆ การทำสิ่งเหล่านี้เป็นการตอบสนองพระวจนะของพระเจ้าและเป็นการสื่อถึงความรักของพระเจ้าที่มีต่อผู้คนที่อาจจะยังไม่รู้จักพระเจ้าได้รับความรักและการช่วยเหลือจากเรา

เดินออกจากคริสตจักร กลับคืนสู่โลกเพื่อไปทำพันธกิจด้วยความเชื่อศรัทธา สำนึกในพระคุณและถวายเกียรติแด่พระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ดูที่ผลความสำเร็จ แต่ดูที่ความสัตย์ซื่อของเรา เมื่อนมัสการพระเจ้าแล้วต้องออกไปรับใช้พระเจ้า เป็นพรต่อผู้อื่นและสังคม ในช่วงนี้จะเป็นช่วงประกาศข่าวคริสตจักร อธิษฐานวิงวอนเผื่อสมาชิก คริสตจักร สังคม ประเทศชาติ สถานการณ์โลก  

โครงสร้างตามแบบในอิสยาห์บทที่ 6 เป็นโครงสร้างหลักในการนมัสการโดยทั่วไป ในทางปฏิบัติ

คริสตจักรมักจัดทำระเบียบนมัสการโดยยึดตามโครงสร้างหลักทั้งเจ็ดขั้นนี้ แล้วเพิ่มเติมรายการต่าง ๆ เข้าไป ดังนี้

รูปแบบเหล่านี้บางคริสตจักรอาจจะให้น้ำหนักแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับศาสนศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ธรรมเนียมปฏิบัติของคริสตจักรนั้น ๆ ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ ในการนมัสการ เช่น ศาสนพิธี (พิธีมหาสนิท พิธีบัพติศมา ฯลฯ) สัญลักษณ์ ดนตรี และศิลปะ องค์ประกอบเหล่านี้มีความสำคัญและเกื้อหนุนให้การนมัสการมีความสมบูรณ์และถูกต้อง

บางคริสตจักรต้องการดัดแปลงและผสมผสานรูปแบบการนมัสการของตนให้มีรูปแบบใหม่ ๆ สามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบหรือโครงสร้างใด ๆ ของการนมัสการ ผู้นำคริสตจักรควรมีการศึกษาให้เข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับความหมาย ศูนย์กลางและเป้าหมายที่แท้จริงของการนมัสการ รวมทั้งศึกษาศาสนศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ธรรมเนียมปฏิบัติของรูปแบบการนมัสการทั้งของตนเองและของรูปแบบใหม่ที่จะนำมาใช้ เมื่อศึกษาแล้วควรจะอธิบายหรือให้การศึกษาแก่สมาชิก และให้สมาชิกมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น

การจัดการนมัสการไม่ใช่การจัดโปรแกรมให้กับงานอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่การจัดระเบียบนมัสการย่อมแสดงถึงความหมายทางศาสนศาสตร์ของแต่ละระเบียบ และโดยตัวระเบียบนมัสการเองก็เป็นการสื่อความหมายต่อชีวิตของผู้มานมัสการอยู่แล้ว