คุณภาพการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ ด้านการบริหาร

พระเจ้าทรงเรียก “ผู้สอนในสถาบันพระคริสตธรรม” ให้สอนสร้าง “ผู้เรียนที่ตั้งใจเตรียมตัวรับใช้พระเจ้า” ด้วย “พระวจนะ” เพื่อ “จะเป็นผู้รับใช้พระเจ้าในคริสตจักรและองค์กรของพระองค์” เพื่อถวายพระสิริ ขณะเดียวกันพระเจ้าทรงเรียก “ผู้เรียนที่ตั้งใจจะรับใช้พระเจ้า” ให้ “ร่วม” กันด้วย “ความรัก” เพื่อ “รับใช้พระเจ้า” ให้ “สําเร็จ” ตามพระทัยตามเวลาของพระองค์ เพื่อ “ถวายพระสิริ” ในการบริหารสถาบัน พระเจ้าก็ทรงเรียก “กรรมการสถาบัน” และ “ผู้อํานวยการสถาบัน” บริหารสถาบันของพระองค์ดังภาพนี้

พระเจ้าทรงสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และเมื่อพระองค์ทอดพระเนตรก็ทรงเห็นว่า “ดีนัก (ปฐก.1:30) คือ “ถูกต้องดีงามมีคุณภาพ” คือ ทิศทางเป้าหมายถูกต้อง มีศีลธรรม วิธีถูกต้อง เวลาก็ถูกต้อง ดังนั้น เมื่อเราถูกสร้างในพระฉายาในการเป็นสถาบันพระคริสตธรรม (ต่อไปนี้เรียกสถาบัน) เราก็ต้องทํางานให้ “ดีมีคุณภาพ” เช่นกัน สถาบันจะทราบว่าดีไหม อย่างไร ก็ต้องอาศัยหลายฝ่ายที่สามารถสะท้อนภาพตามพระทัยของพระเจ้า ดังแผนภาพ

  1. พระเจ้า ทรงมองอย่างไร ฟังดูอาจ subjective อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีจิตวิญญาณย่อมสามารถเข้าใจพระทัยพระเจ้าได้ เช่น เหมือนที่เปาโลได้นิมิตจากพระเจ้าให้พักงานที่เอเชีย ข้ามไปเปิดงานที่ยุโรป (กจ. 16:6-10) หลักฐานอะไรที่จะสะท้อนว่าพระเจ้าตรัสกับสถาบันว่า “ดีแล้ว เจ้าเป็นบ่าวที่ดีและซื่อสัตย์..” (มธ.25:21) เป็นต้น
  2. ตัวสถาบันพระคริสตธรรม ซึ่งเรามักเรียกกันว่า Self Assessment Report (SAR) หรือ SSR (Self Study Report) เริ่มตั้งแต่
    • คณะ (Denomination) ซึ่งมีตัวแทนคือ กรรมการคณะหรือกรรมการภาค
    • กรรมการอํานวยการสถาบัน (Board)
    • ผู้อํานวยการและกรรมการภายในสถาบัน (Inner Board)
    • คณาจารย์ประจําและคณาจารย์พิเศษ
    • เจ้าหน้าที่สถาบัน
  1. ผู้ที่ใช้บริการ/ผู้สําเร็จการศึกษาของสถาบัน
    • ศิษย์ปัจจุบัน
    • ศิษย์เก่า
    • คริสตจักรหรือองค์กรที่รับผู้สําเร็จการศึกษาของสถาบันไปทํางาน
    • คริสตจักรต่างๆ เช่น คริสตจักรภาค คริสตจักรอื่น ๆ
  2. สถาบันที่รับรองมาตรฐาน Theological Education (Accreditation Organization) เช่น ATESEA (Association of Theological Education of South East Asia), ATA (Asian Theology Association), ABGTS (Asian Baptist Graduate Theological Seminary) เป็นต้น
  3. สถาบันจากภายนอก เช่น รัฐบาลที่มีความเข้าใจในเรื่องสถาบันพระคริสตธรรม

สถาบันจะมีคุณภาพ มีองค์ประกอบหลายอย่าง อาทิ

  1. ด้านบุคลากร สถาบันต้องมีคุณภาพของบุคลากร ตั้งแต่กรรมการ คณะกรรมการอํานวยการสถาบัน (Board) ทีมบริหาร (ผู้อํานวยการ และกรรมการภายในสถาบัน) คณะครู เจ้าหน้าที่สนับสนุน (เช่น ธุรการ ทะเบียน ห้องสมุด อาคารสถานที่ การเงิน เป็นต้น) และผู้เรียน
  2. ด้านหลักสูตร สถาบันต้องมีคุณภาพทั้ง 3 ด้าน คือ เมื่อสําเร็จการศึกษาแล้วจะมีความรู้วิชาการ (Head) มีลักษณะชีวิตผู้รับใช้ (Heart) และทักษะในการรับใช้ (Hand/Skill) หลักสูตร (วิชาการและชีวิต) นอกจากหลักสูตรประจําแล้ว สถาบันยังมีหลักสูตร Extension Program เพื่อบริการความต้องการของชุมชนคริสตจักรต่าง ๆ ตามเหมาะสม เช่น หลักสูตร SOM (School of Ministry) สถาบันมีสื่อบริการความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนคริสตจักร เช่น สารผู้เลี้ยง website ห้องสมุด เป็นต้น (หมายเหตุ อ่านเรื่อง Extension ห้องสมุด จากอีกบทความในสารผู้เลี้ยงนี้)
  3. ด้านการบริหาร สถาบันต้องมีคุณภาพ ตั้งแต่การอธิษฐานแสวงหาพระทัยพระเจ้า ทิศทางจากพระเจ้า สํารวจความต้องการ (Need Assessment) ประเมินกําลังของสถาบัน (SWOT) เมื่อทราบนิมิต (Vision) และวางแผนให้เห็นภาพชัดเจนว่าจะทําอะไร (Mission) และลงมือทําตามแผน (Action) ประเมิน ปรับเปลี่ยนตามความจําเป็นและเหมาะสม

กรรมการด้านบริหารสามารถจัดเป็น 3 ระดับดังนี้

  1. กรรมการคณะหรือกรรมการภาค (ซึ่งเป็นตัวแทนของคณะ = เจ้าของ = Authority level เป็น Advisory Board)
  2. กรรมการอํานวยการสถาบัน (Board = Policy Level) ทําหน้าที่มองภาพรวมของการดําเนินกรรมการคณะหรือกรรมการภาค กําหนดนิมิตทิศทางหลักของสถาบัน เป็นนิมิตที่ก่อตั้งสถาบัน นิมิตนี้ สามารถทบทวนเป็นระยะ 7-10 ปี ซึ่งสามารถนําเสนอผ่านจากกรรมการภายในสถาบัน ผ่าน มาทางกรรมการอํานวยการสถาบัน และมายังกรรมการภาค เนื่องจากเป็นกรรมการของ “เจ้าของ / คณะ / ภาค” จึงมีหน้าที่ในเรื่อง “หาเงินแก่สถาบัน” ด้วยงานของสถาบันให้เป็นไปตามนโยบาย การเงิน และบุคลากรที่มีอยู่
  3. กรรมการภายในสถาบัน (Inner Board นําโดยผู้อํานวยการ = การดําเนินงานตามนโยบาย Implementation level)

กรรมการคณะหรือกรรมการภาค กําหนดนิมิตทิศทางหลักของสถาบัน เป็นนิมิตที่ก่อตั้งสถาบันนิมิตนี้ สามารถทบทวนเป็นระยะ 7-10 ปี ซึ่งสามารถนําเสนอผ่านจากกรรมการภายในสถาบัน ผ่านมาทางกรรมการอํานวยการสถาบัน และมายังกรรมการภาค เนื่องจากเป็นกรรมการของ “เจ้าของ/ คณะ/ภาค” จึงมีหน้าที่ในเรื่อง “หาเงินแก่สถาบัน” ด้วย

กรรมการอํานวยการสถาบัน (Board = Policy level) ต้องมีคุณภาพตั้งแต่การเลือก จํานวนคน ชายหญิง อายุ ประสบการณ์หลากหลายที่จะช่วยมองงานสถาบัน เช่น นักบริหาร นักการศึกษา นักกฎหมาย การเงิน ศิษยาภิบาล ศิษย์เก่า เป็นต้น กรรมการจึงมีนิมิตเดียวจากกรรมการภาค (เจ้าของ-นิมิตที่ตั้งสถาบัน) และพัฒนาสร้างให้นิมิตนั้นเป็นจริงผ่านกรรมการภายในสถาบัน (implement level) กรรมการควรมีวาระต่อเนื่อง เช่น วาระละ 3 ปี ติดต่อกันไม่เกิน 3 วาระ เป็นต้น กรรมการจึงมีการพัฒนาให้กรรมการฯ มีองค์ความรู้ด้านสถาบันการศึกษา ใฝ่รู้ในเรื่องสถาบันการศึกษา กรรมการฯจึงใส่ใจสถาบัน เราสามารถประเมิน เช่น กรรมการจัดสรรเวลาประชุมไหม หรือ ขาดประชุมบ่อย ๆ กรรมการเตรียมตัวในการเข้าประชุมหรือมาอ่านรายงานในการประชุมกรรมการ อธิษฐานเพื่อสถาบันบ่อยไหม อธิษฐานเรื่องอะไรบ้าง กรรมการร่วมกิจกรรมสถาบันตามเหมาะสมบ้างไหม เช่น Chapel งานรับวุฒิบัตร เป็นต้น กรรมการช่วยในการรณรงค์ด้านการเงินอย่างไรบ้าง ประชาสัมพันธ์สถาบันไหม อย่างไร เป็นต้น

นอกจากนี้ เราสามารถประเมินคุณภาพจากสาระในการประชุมว่าประชุมเรื่องระดับ policy ไหม เช่น การสรรหาผู้อํานวยการ มีนโยบายด้านงบประมาณ จะสร้างอาคารใหม่ มีนโยบายที่จะจัดสรร งบประมาณพัฒนาคณาจารย์ เป็นต้น ไม่ใช่ประชุมว่าจะรับใครเป็นนักศึกษา ไม่ใช่ประชุมว่าจะซื้อเครื่องถ่ายเอกสารยี่ห้อใด จะทาสีอาคารสีอะไร เป็นต้น เป็นกรรมการที่คอยดูว่ากรรมการภายในสถาบันได้ดำเนินการตามนโยบายอย่างไรบ้าง

อีกประการหนึ่ง คุณภาพของกรรมการอยู่ที่ “ท่าที” ในการเป็นกรรมการ เช่น มองผู้อํานวยการ มองคณาจารย์เจ้าหน้าที่ว่าเป็น “เรา” มากกว่า “พวกเขา” ในแง่หนึ่ง กรรมการสามารถมองคณาจารย์ เจ้าหน้าที่เป็นลูกจ้างด้วยเหตุว่า “กินเงินเดือน” แต่ในอีกแง่หนึ่ง ควรมองว่าเป็น “คริสเตียน ผู้ร่วมงานรับใช้พระเจ้า” ในพระธรรมฟีเลโมน อาจารย์เปาโลแนะฟีเลโมนว่าให้รับโอเนสิมัส เป็นทาส แต่เป็นทาสที่เป็น “คนที่พระเจ้าทรงสร้างมีศักดิ์ศรี” เป็นคริสเตียนที่เป็น “พี่น้องในพระคริสต์”

กรรมการภายในสถาบัน (Inner Board) นําโดยผู้อํานวยการ ดังนั้น ทั้งกรรมการจึงนําสถาบัน โดยเลียนแบบพระคริสต์ เป็นผู้นําอย่าง “servant leader” เพราะสถาบันจะสร้างผู้รับใช้พระเจ้าที่ เลียนแบบนําให้ “คณาจารย์และเจ้าหน้าที่” มีความเป็น servant leader ในฐานะผู้อํานวยการ ต้อง รับนิมิตหลักจากกรรมการภาค อย่างไรก็ตาม กรรมการภายในนําโดยผู้อํานวยการก็ต้องแสวงหา นิมิต หรือ sense ทิศทางของพระเจ้าตามกาลเวลาเช่นกัน ตัวอย่างจากอาจารย์เปาโลในการเดินทางประกาศครั้งที่ 2 ที่พระเจ้าทรงให้ข้ามจากเอเชียไปทางมาซิโดเนีย ฝั่งยุโรป พระเจ้าให้ เห็นนิมิตเป็นทิศทาง (กจ. 16:8-10) เมื่อกรรมการภายในเห็นสิ่งที่ควรทําในเรื่องนิมิต นําเสนอต่อ กรรมการอํานวยการ เมื่อตกผลึก ก็นําเสนอต่อกรรมการคณะ ตามลําดับ

Inner Board จึงเห็นนิมิต แล้ววางแผน Mission เป็นระยะ ๆ คือสิ่งที่จะต้องทําในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว และ Action คือรณรงค์ผลักดันให้ลงมือปฏิบัติ ประเมิน และปรับเปลี่ยนตามเหมาะสม ผู้อํานวยการเป็น “ตัวแทน” ของสถาบัน ต้องสอน ถ่ายทอด ปลุก รณรงค์ ให้คนได้นิมิตและทําตามนิมิตนั้น ต้องสร้างทีม ตั้งแต่สรรหา สร้างเสริม พัฒนา คณาจารย์และบุคลากร อีกทั้งหนุนใจและเตือนสติ

ผู้อํานวยการ ดําเนินงานให้สถาบันมี “หลักสูตร” ในการสอนสร้าง “ผู้เรียน” ให้เป็น “ผู้รับใช้ พระเจ้า” จึงมีตําแหน่ง “รองผู้อํานวยการฝ่ายวิชาการและชีวิตนักศึกษา” เพื่อให้ความเป็นวิชาการ และความมีชีวิตไปด้วยกัน จึงต้องทํา “หลักสูตรให้ทั้งวิชาการ ชีวิตนักศึกษา และทักษะการรับใช้เป็น องค์รวม” นอกจากนี้ ต้องจัดให้มีการพัฒนาคณาจารย์ให้มีคุณภาพในการสอน (ความรู้และทักษะ) และการเป็นแบบอย่างต่อนักศึกษา (ชีวิต) ซึ่งการเป็นแบบอย่างนี้ต้องอาศัย “การใช้เวลาด้วยกัน” เนื่องจากการสอนในสถาบันพระคริสตธรรมเป็นการสอนสร้างผู้ที่จะไป “ทํางานรับใช้พระเจ้าในคริสตจักร” คณาจารย์จึงควรมีประสบการณ์ในการรับใช้ในคริสตจักรด้วย อย่างไรก็ตาม เนื่องจากงานมาก บางสถาบันก็จะแยกเป็น 2 ตําแหน่งคือ “รองผู้อํานวยการฝ่ายวิชาการ” และ “รองผู้อํานวยการฝ่ายชีวิตนักศึกษา” ที่ต้องเป็น Unity (หมายเหตุ อ่านเรื่องหลักสูตร และเรื่องคณาจารย์ เรื่องการประเมินและฟื้นฟูบุคลากร จากบทความต่าง ๆ ในสารผู้เลี้ยงนี้)

นอกจากนี้ ผู้อํานวยการต้องดําเนินให้สถาบันมี “การบริหารจัดการ” จึงมีตําแหน่ง “รองผู้อํานวยการฝ่ายธุรการ” ช่วยงานสนับสนุนต่าง ๆ เช่น งานทะเบียน การเงิน ประชาสัมพันธ์ อาคาร สถานที่ เป็นต้น

แนวทางหนึ่งในการวางแผนงานคือ ทบทวนค่านิยมหลักหรือวิสัยทัศน์ (Core values/Vision) แล้วก็ทบทวน Mission statement จากนั้นก็ทํา Need Assessment ซึ่งมีตั้งแต่ Church Center, Student Center, Subject Center เช่น คริสตจักรต้องการอะไร องค์กรคริสเตียนต้องการอะไร ผู้ที่เข้ามาเรียนต้องการอะไร ขาดความรู้อะไร ขาดทักษะอะไร ในความเป็นวิชาการ ควรเพิ่มอะไร เป็นต้น และก็พิจารณา SWOT ว่าสถาบันมีจุดแข็งอะไร มีทรัพยากรอะไร มีจุดอ่อนอะไร สถานการณ์ภายนอกขณะนี้เป็นโอกาสอะไร อยู่ในภาวะลําบากอย่างไร และก็พิจารณาว่าสถาบันควรทิ้งสิ่งใด ควรเพิ่มสิ่งใด ควรปรับสิ่งใด ควรรักษาและพัฒนาสิ่งใด ควรจัดลําดับใหม่อย่างไรไหม

หมายเหตุ ในบทความนี้จะไม่ได้พูดถึงความเป็น Leadership การทํา Need Assessment/ และ การทํา SWOT ซึ่งสามารถอ่านตามหนังสือต่าง ๆ ได้

ในการทบทวนนี้ กรรมการต้องนมัสการอธิษฐาน เหมือนคริสตจักรอันทิโอกที่ผู้นํานมัสการ อธิษฐาน และพระเจ้าจะตรัส (กจ.13:1-3) ดังนั้น กรรมการและคณาจารย์จัดสรรเวลานมัสการ อธิษฐาน และประชุม “เราถาม พระเจ้าตรัสตอบ” ผ่านการประชุมที่เป็นพหูพจน์ ให้เกียรติกัน ถ่อมใจกันด้วยการฟังกัน ผ่านการใช้สมอง และการอธิษฐาน และทบทวนดังภาพข้างล่างนี้

การเป็นสถาบันพระคริสตธรรมที่มีคุณภาพจึงต้องเริ่มจาก “นิมิต” ตามพระทัยตามทิศทางและ เวลาของพระเจ้า มีการทบทวนประเมิน เพื่อวางแผน ทําตามแผน และปรับแผนตามเหมาะสม นอกจากนี้ต้องมี “บุคลากร” ที่มีคุณภาพ เริ่มตั้งแต่ กรรมการ ผู้อํานวยการ คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ ในการ “สอน สร้าง เป็นแบบอย่าง” แก่นักศึกษา และ “คุณภาพ” มาได้ด้วยการ “ลงทุน ลงเวลา ลงชีวิต” “ใช้เวลาด้วยกัน”


หมายเหตุ ฐานคิดของบทความนี้มาจากหนังสือ Excellence in Theological Education ของ Steven A Hardy (บทที่ 1-5)

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ สุขภาวะที่ดีของการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ หน้า 12-17