คุณภาพการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ด้านหลักสูตร

ในโลกนี้ถึงแม้ว่าอาจไม่มีหลักสูตรที่สมบูรณ์แบบ หลักสูตรที่ดีเลิศจะให้นักศึกษามีความเตรียมพร้อมเพื่อพันธกิจ ผู้นําหลายท่านได้แสดงถึงความต้องการที่จะมีหลักสูตรที่เตรียมนักศึกษา อย่างดีโดยมีความสมดุลในการปูพื้นฐานด้านพระคัมภีร์ ศาสนศาสตร์ หรือพันธกิจ เพื่อนําไปใช้ ในชีวิตและการรับใช้ เพราะ

  • ด้วยตัวหลักสูตรเอง ไม่สามารถนําการพัฒนาลักษณะหรือชีวิต ฝ่ายวิญญาณของคน
  • หลักสูตรทําให้ภาระใจที่นักศึกษามีต่อผู้ที่หลงหาย ซึ่งนําไปสู่อุปสรรคต่อ คริสตจักร
  • หลักสูตรตามประเพณีไม่อาจทําให้นักศึกษามีความพร้อมที่จะเผชิญกับความต้องการ ด้านพันธกิจในร่วมสมัย
  • หลักสูตรหนึ่งหลักสูตรใดอาจล้าสมัย เพราะฉะนั้นทุกโรงเรียนและพระคริสตธรรมจําเป็นที่จะต้องกลับมาพิจารณาหลักสูตรเพื่อดูว่าพวกเขากําลังสอนเนื้อหาที่ผิดให้กับกลุ่มเป้าหมายที่ผิดในวิธีการที่ผิดหรือไม่

หลักสูตรคือหัวใจของทุกสถาบันการศึกษา หลักสูตรจะกําหนดทิศทางและทัศนะความคิด (มุมมอง) ของนักศึกษาซึ่งส่งผลตลอดชีวิต หลักสูตรจะปั้นและหล่อหลอมทั้งกระบวนการและผลของการศึกษา

แผนหลักสูตรที่ดีเลิศจะสร้างบนประสบการณ์และความรู้ที่นักศึกษามีอยู่แล้วเพื่อจะสร้างให้มีความพร้อมมากขึ้นในพันธกิจที่พระเจ้าได้ทรงเรียก

หลักสูตร คือ…

คําศัพท์ “หลักสูตร” มาจากคําศัพท์ลาติน “currere” ซึ่งหมายถึง “การวิ่งในการวิ่งแข่ง” การวิ่งแข่งนี้ชี้ถึงชีวิตของนักศึกษา ซึ่งเป็นหลักสูตรส่วนตัวของนักศึกษาคือประวัติย่อเกี่ยวกับสิ่งที่ ได้เกิดขึ้นกับและรอบ ๆ เขา

สําหรับคริสเตียน หลักสูตรชี้ถึงแผนอันดีเลิศของพระเจ้าและพระราชกิจของพระเจ้าในการ ปั้นชีวิตของคริสเตียน คริสเตียนทุกคนกําลังมีส่วนร่วมในหลักสูตรตลอดชีวิตที่พระเจ้าได้วางแผน ไว้สําหรับเขา แต่ในการศึกษาด้านศาสนศาสตร์ เราอาจเข้าใจ “หลักสูตร” ได้ในหลาย ๆ ด้านได้แก่

  1. รายวิชาที่ถูกจัดให้เรียน
  2. แผนการสอนสําหรับวิชาต่างๆ โดยใช้ประสบการณ์การเรียนรู้หลากหลายเพื่อจะนํานักศึกษา ให้บรรลุถึงเป้าหมายที่ได้วางไว้ล่วงหน้า หรือ
  3. ผลโดยภาพรวมของการศึกษาทั้งหมด

วิคเตอร์ โคลย์ (Victor Cole) ได้เขียนว่า หลักสูตร คือ “กระบวนการทั้งหมดของแผนด้านการศึกษาของการปฏิบัติ” (Training of the Ministry, Bangalore: Theological Book Trust, 2001, หน้า 38)

การวางแผนหลักสูตรจะประกอบไปด้วย องค์ประกอบ 2 อย่างโดยพื้นฐานได้แก่

  1. เนื้อหาที่ต้องสอน (สิ่งที่จําเป็นต้องเรียน) และ
  2. บุคคลที่ต้องการที่จะถูกสร้างทั้งด้านคุณลักษณะและ เพื่อพันธกิจ (สิ่งที่ต้องการเรียน)

ในสถาบันศึกษาพระคัมภีร์ หลักสูตรทั่วไปมักจะเน้นด้านหนึ่งและขาดอีกด้านหนึ่ง เช่น เนื้อหาที่จะสอนศักดิ์สิทธิ์เกินไป จนเหมือนถูกจับยัดใส่เข้าไปในสมองของนักศึกษา โดยไม่คํานึงถึงว่า เนื้อหาเหล่านั้นมีประโยชน์มากน้อยเท่าไรสําหรับนักศึกษา ในอีกด้านหนึ่ง การสร้างนักศึกษาให้มีความพร้อมและการปั้นนักศึกษาเพื่อให้ทําพันธกิจได้รับการเน้นมาก จนอาจลืมที่จะพิจารณาเนื้อหาที่นักศึกษากําลังเรียนอยู่ เพราะฉะนั้น ควรมีการสมดุลระหว่างสองอย่างนี้ โดยยอมรับว่า ถึงแม้ว่าครูจะพยายามเปลี่ยนแปลงนักศึกษามากเท่าไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงจะมาจากพระเจ้า

พิมพ์เขียวของพระเจ้าเกี่ยวกับหลักสูตร

ในบริบทศาสนศาสตร์ศึกษาของคริสเตียน หลักสูตรนั้น ๆ ต้องยอมรับหน้าที่ของมันภายใต้หลักสูตรตลอดชีวิตของพระเจ้าในชีวิตของนักศึกษา เราต้องสํานึกว่าพระเจ้าได้ทํางานภายในชีวิตของนักศึกษามาแล้ว หน้าที่ของครูคือ การหาวิธีต่าง ๆ ที่เหมาะสมเพื่ออํานวยความสะดวกให้อยู่ในกระบวนการการศึกษาและให้เกิดการเติบโตเพื่อเป็นผู้ใหญ่ ก่อนที่เราได้ตระหนักถึงหลักสูตรที่เหมาะสมสําหรับนักศึกษา เราต้องยอมรับว่าพระเจ้าได้เริ่มทํางานในชีวิตของเขาแล้ว ทั้งชีวิตของคนหนึ่งคนใดในอดีตคือ หลักสูตรของพระองค์

พระคัมภีร์คือตําราที่ดีที่สุดในสําหรับกระบวนการเชิงหลักสูตร และเป็นหนังสือที่เป็นพื้นฐานสําหรับความรอด พระธรรมเฉลยธรรมบัญญัติ 6:4-9 ได้บันทึกไว้ถึงเนื้อหาและวิธีการในการสอนหลักสูตรสําหรับรุ่นต่อไป ครูควรสอนเป็นแบบอย่าง และปฏิบัติตามความจริง พระธรรม 2 ทิโมธี 3:16-17 สอนว่า “พระวจนะของพระเจ้าที่ได้รับการดลใจ เป็นประโยชน์ในการสอน การตักเตือน ว่ากล่าว การแก้ไขสิ่งผิด และการอบรมในความชอบธรรม” ซึ่งชี้ให้เห็นถึงทั้งส่วนบวกและส่วนลบของกระบวนการเชิงหลักสูตร หลักสูตรของพระเจ้าได้ถูกกําหนดไว้เพื่อให้เราเพิ่มเติมจากสิ่งที่พระเจ้าประทานให้อย่างสูงสุด ครูเราควรจะปฏิบัติใช้ “ของประทานของเขา” เพื่อผลประโยชน์เพื่อคริสตชน (เอเฟซัส 4:7,11-16) กระบวนการเชิงหลักสูตรนี้เป็นสิ่งที่ยิ่งเร็วยิ่งดี (สุภาษิต 22:6) จากด้านบนจะเห็นว่า ไม่แปลกที่เป้าหมายของหลักสูตรไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มเติมความรู้อย่างเดียว “เพราะความรู้นั้นทําให้ลําพองและความรักเสริมสร้าง” แต่เพื่อนําความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นในด้านศาสนศาสตร์ ด้านวิชาการ ด้านฝ่ายวิญญาณ หรือด้านพฤติกรรมในชีวิตของนักศึกษา

วิธีการหลากหลายในการศึกษา

การสร้างหลักสูตรที่ดีเลิศต้องรู้วิธีการต่าง ๆ ที่นักศึกษาเรียนรู้ หลักสูตรที่ดีเลิศย่อมจะเตรียมคนในสถานการณ์จริงเพื่อนําไปสู่พันธกิจจริง แต่ในเวลาเดียวกันหลักสูตรที่ดีเลิศต้องยอมรับว่า ไม่มีหลักสูตรใดที่ “สมบูรณ์” ที่สามารถใช้ได้ในทุกกรณี เพราะแต่ละคนมีวิธีการศึกษาในบริบทที่ต่างกัน ยิ่งกว่านั้นแต่ละคนศึกษาไม่เหมือนในเส้นทางที่ดําเนินไปกับพระเจ้าที่ไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นการพัฒนาหลักสูตรต้องการที่จะเข้าใจองค์ประกอบต่าง ๆ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่คนมักจะศึกษาเพื่อจะสามารถเตรียมหลักสูตรที่จะเตรียมและสร้างนักศึกษาได้อย่างดี ถ้าอย่างนั้น คนมักจะศึกษากันด้วยวิธีใด

  1. การศึกษาแบบไม่เป็นทางการ (Informal)

หลายคนเรียนสิ่งที่สําคัญในชีวิตในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการมากกว่าแบบทางการ คนมากมาย ถูกหล่อหลอมโดยโลกและวัฒนธรรมรอบๆ เขา เขาได้เรียนรู้ที่จะดูและตีความสิ่งต่างๆ ในชีวิต โดยวิธีการต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับการศึกษาในสถาบัน หลักสูตรที่ดียอมรับความสําคัญของสิ่งแวดล้อม ที่มีต่อการเรียนรู้ การเรียนรู้เนื้อหาด้วยวิธีใดย่อมมีอิทธิพลต่อการสอนเรื่องนั้นในกระบวนการต่อไป

  1. การศึกษาแบบนอกระบบ (Non-formal)

หลายคนก็เรียนในบริบทที่ไม่ได้เป็นทางการในห้องเรียนของสถาบัน เช่น กลุ่มเล็ก เสวนา เวิร์คชอป เขาไม่อาจรับหรือสะสมหน่วยกิตสําหรับการศึกษาในการเรียนรวีฯ แต่ผู้เชื่อมากมายเรียนรู้หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับชีวิตฝ่ายวิญญาณผ่านโรงเรียนรวีฯ บางท่านยังเรียนวิชาเร่งรัดใน สิ่งที่เขาต้องการ เช่น การทํางานกับคอมพิวเตอร์ การซ่อมรถยนต์ การตัดผม เป็นต้น การเรียน แบบนี้เป็นแบบที่มีระบบมากกว่าการศึกษาแบบไม่เป็นทางการ แต่ยังไม่มีลักษณะของการศึกษาหรือเรียนรู้แบบทางการ

  1. การศึกษาแบบทางการ (Formal)

เมื่อคิดถึงการศึกษา คนมักจะคิดถึงโรงเรียนและสถานศึกษา หลายคนได้ใช้เวลาหลายปีในการเรียนในบริบทการศึกษาแบบทางการ ในการศึกษาแบบทางการหลักสูตรจะประกอบไปด้วย กลุ่มวิชาที่เจาะจงและทักษะที่ต้องเรียน นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขและมาตรฐานที่นักศึกษาต้องทํา เพื่อจะสําเร็จการศึกษาและรับใบวุฒิบัตร (ใบปริญญา) นักศึกษามักจะศึกษาเต็มเวลาในกลางวัน หรือตอนค่ํา นักศึกษาบางคนอาจเรียนในวิชาเร่งรัด การศึกษาทางไกลก็อยู่ในระบบของการศึกษาแบบทางการ หลักสูตรที่ดีเลิศจะใช้เวลาที่จํากัดสําหรับการศึกษาแบบทางการด้วยสติปัญญา เพราะจํานวนหน่วยกิตหรือวิชาที่จะต้องเรียนในหลักสูตรภายใน 3-4 ปีก็จํากัด หลักสูตรที่ดีเลิศ ควรคํานึงด้วยว่านักศึกษาคงจะเรียนในรูปแบบที่ไม่เป็นทางการมากกว่าในรูปแบบที่เป็นทางการ ถึงแม้ว่าความคิดนี้ไม่ควรลดคุณภาพการศึกษาแบบทางการก็ตาม อย่างน้อยจะช่วยให้คณาจารย์ ตระหนักถึงความสําคัญของการศึกษาแบบไม่เป็นทางการด้วย

ประเภทของหลักสูตร

ประเภทของหลักสูตรมี 3 ประเภท

  1. หลักสูตรที่มองไม่เห็น (Invisible Curriculum)

หลักสูตรประเภทนี้คือสิ่งที่บรรดาคณาจารย์มักจะสอนไม่ว่าด้วยความตั้งใจหรือไม่ กฎเกณฑ์ อย่างหนึ่งในการศึกษาคือ ผู้สอนมักจะสอนตามวิธีที่เขาได้เรียนมา ในทํานองเดียวกันนักศึกษา จะสอนและสืบทอดให้คนอื่นตามที่เขาได้รับการสอนจากผู้สอน เพราะฉะนั้นบรรดาคณาจารย์ต้องใส่ใจอย่างมากว่าเขากําลังสอนอะไรที่ไม่ได้ตั้งใจเพื่อไม่ให้การสอนที่เขาไม่ได้ตั้งใจ เช่น การใช้อารมณ์เมื่อนักศึกษาไม่ทําอย่างที่ต้องการ การมาช้าหรือเร็วในห้องเรียนเพื่อสอน เป็นต้น จะเกิดขึ้นในรุ่นต่อไป

  1. หลักสูตรที่ไร้วิชาต่างๆ (วิชาที่ไม่ให้อยู่ในหลักสูตรด้วยความตั้งใจ) (Null Curriculum)

หลักสูตรประเภทนี้อธิบายถึง “วิชา” ที่ไม่สอน เพราะสถาบันไม่อาจสอนทุกอย่างในเวลาจํากัด วิชาต่าง ๆ ที่ “ไม่สอน” ก็สื่อสาร (ชี้แจงให้ทราบ) ว่าทางสถาบันเน้นหรือไม่เน้นอะไรในหลักสูตร วิชาต่างๆ ที่ไม่สอน อาจจะได้รับการสอนภายหลังเมื่อวัฒนธรรม สถานการณ์ ยุคสมัย และความต้องการของทั้งนักศึกษาและคณาจารย์เปลี่ยนไปในอนาคต

  1. หลักสูตรที่มองเห็น (Visible Curriculum)

หลักสูตรประเภทนี้คือรายการวิชาต่างๆ ที่สถาบันเปิดสอนให้กับนักศึกษา โดยทั่วไปหลักสูตรในสถาบันการศึกษาจะประกอบไปด้วย 4 ประเภท ได้แก่

  • หมวดพระคัมภีร์ ทั้งพันธสัญญาเดิมและใหม่
  • หมวดศาสนศาสตร์ที่ครอบคลุมทั้งศาสนศาสตร์ระบบและประวัติคริสตจักร ตลอดจนวิชา ศาสนศาสตร์ต่าง ๆ
  • หมวดพันธกิจ ที่รวมวิชาต่างๆ ด้านการทําพันธกิจหลากหลาย
  • หมวดทั่วไป ซึ่งรวมถึงวิชาต่างๆ ที่คัดมาจากมหาวิทยาลัยสายสามัญตามที่ต้องการและ เห็นว่าสมควร

การออกแบบรายวิชา และแบบประมวลรายวิชา (Syllabus)

การจัดแม่แบบวิชาต่าง ๆ ถูกจัดในวิธีที่จะอธิบายเป้าหมายและผลลัพธ์ของการศึกษาของวิชานั้น ๆ การจัดแม่แบบวิชาต้องคิดให้ดีว่าองค์ประกอบของหลักสูตรที่เหมาะที่สุดคืออะไร แทนที่จะพยายามใส่เนื้อหาของหลักสูตรที่เคยสอนมาโดยไม่คํานึงถึงบริบทตอนนั้น หลักสูตรจะไม่ได้ไปสู่ความเป็นเลิศโดยอัตโนมัติและด้วยความเจตนาอย่างเดียว เพราะฉะนั้นพร้อมกับวิชาที่เหมาะสม หลักสูตรที่ดีเลิศต้องใส่ใจในคณาจารย์ที่ยอดเยี่ยมด้วย เพราะคุณภาพของผู้สอนจะส่งอิทธิพลอย่างมากมายต่อหลักสูตรที่เป็นเลิศ ถึงแม้ว่าคณาจารย์ต้องมีอิสระเสรีที่จะหล่อหลอมความคิดของนักศึกษาผ่านการค้นคว้าและสายสัมพันธ์ แต่ทุกท่านต้องมีข้อตกลงกันก่อนที่จะสอนว่าจะสอนอย่างไร จะมีเป้าหมายอะไร จะบรรลุเป้าหมายอย่างไรเป็นต้นที่เป็นที่เข้าใจกัน อาจารย์ที่ดีเลิศ จะบรรลุวัตถุประสงค์ของวิชา แต่ในเวลาเดียวกันก็จะให้อิสระเสรีกับนักศึกษาเพื่อผลักดันให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ด้วย

ทุกวิชาจําเป็นต้องมีกรอบของแบบประมวลรายวิชา (Syllabus) ซึ่งแบบประมวลรายวิชาที่ดีต้องสะท้อนให้เห็น 5 ส่วนของวิชานั้น ๆ ได้แก่

  1. คําอธิบายรายวิชา ที่อธิบายว่าวิชานี้เรียนเกี่ยวกับอะไรและเกี่ยวข้องกับภาพรวมของหลักสูตรอย่างไร
  2. เป้าหมายและวัตถุประสงค์ของวิชา ซึ่งเป็นสิ่งที่อาจารย์และนักศึกษาจะตกลงกันว่าจะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างไร
  3. ตารางและแผนการสอนหัวข้อย่อย เพื่อจะได้ภาพที่ชัดเจนมากขึ้นรวมถึงวันที่ต้องส่งการบ้านและทําข้อสอบ
  4. เงื่อนไข (ข้อเรียกร้อง) จะแสดงให้เห็นว่านักศึกษาจะได้รับการประเมินอย่างไร คะแนนจะประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรและน้ําหนักที่ให้ในแต่ละองค์ประกอบ
  5. ตําราและการประเมิน เพื่อเปิดโอกาสให้วิชานี้ได้รับการปรับปรุงเพื่อพัฒนาสําหรับรุ่นต่อ ๆ ไป

การจัดแม่แบบวิชาต่างๆ และกรอบของแบบประมวลรายวิชา (Syllabus) ต้องเก็บไว้ที่ฝ่ายวิชาการของแต่ละสถาบัน และรับการประเมินทุก 5 ปี หรือตามที่ต้องการ เพื่อให้มีความทันสมัย และมีความเกี่ยวข้องกับนักศึกษา คณาจารย์แต่ละท่านต้องใช้เวลาในการพิจารณาและสะท้อนถึง จุดเด่นและจุดด้อยของวิชาพร้อมด้วยเหตุผล การสะท้อนและพิจารณา (ประเมิน) หลักสูตรต้องมี เหตุผลและลําดับที่ยอมรับได้ รวมทั้งข้อเสนอสําหรับวิธีการที่เหมาะสมเพื่อผู้ที่จะใช้เอกสารและ ข้อมูลในอนาคต หลักสูตรที่ดีเลิศต้องสะท้อนการวิจารณ์ของคณาจารย์ด้วย

การเป็นสถาบันการศึกษาที่ดีเลิศต้องการให้มีความกล้าหาญและความคิดสร้างสรรค์ หลักสูตรของสถาบันไม่ควรสะท้อนประเพณีจากอดีตเท่านั้น แต่ควรเป็นการบูรณาการวิชาที่เหมาะสม เพื่อจะเตรียมนักศึกษาที่ในปัจจุบันให้สามารถออกไปรับใช้ได้ในพันธกิจในอนาคตด้วยความมั่นใจและพร้อมมากขึ้น

เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่หลักสูตรต้องสะท้อนและอาจต้องนําหน้าในเรื่องที่ต้องมีคําตอบ เช่น การทําพันธกิจกับกลุ่มรักร่วมเพศ เพื่อนําไปใช้ในการทําพันธกิจในบริบทเฉพาะ เพราะว่านักศึกษาจะต้องเผชิญกับเรื่องเหล่านี้อย่างแน่นอน


** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ สุขภาวะที่ดีของการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ หน้า 18-22