ประสบการณ์การศึกษาต่อ ด้านพันธสัญญาเดิม

สัมภาษณ์ อ.มาริสา เจริญตามบัญญัติ

การสร้างบุคลากรด้านศาสนศาสตร์ เป็นสิ่งจําเป็นสําหรับการดําเนินพันธกิจการสร้างผู้รับใช้พระเจ้าให้มีความรู้ความเข้าใจในพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง และมีความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ไปยังนักศึกษาพระคริสตธรรม เพื่อส่งต่อพระพรของความจริงแห่งพระวจนะไปยังพี่น้องสมาชิก ปัจจุบันมีศิษย์เก่า BIT หลายท่านที่อยู่ระหว่างการศึกษาต่อในด้านหลัก ๆ ที่จําเป็นต่อการพัฒนาสถาบันพระคริสตธรรม เช่น ด้านศาสนศาสตร์ ด้านพันธสัญญาใหม่ และวันนี้เรามาสัมภาษณ์ศิษย์เก่าที่กําลังศึกษาต่อด้านพันธสัญญาเดิม ลองมารู้จักกันมากขึ้น

แนะนําตัว

สวัสดีค่ะ ชื่อ น.ส.มาริสา เจริญตามบัญญัติ ชื่อเล่นชื่อ ออมสิน อายุ 31 ปี ศึกษาจบระดับปริญญาโทที่ BIT และตอนนี้ได้มีโอกาสศึกษาต่อที่พระคริสตธรรมแอกส์ (ACTS) ประเทศเกาหลีใต้ สาขาวิชาพันธสัญญาเดิม หลักสูตร Th.M./ Ph.D. ค่ะ

ก่อนเรียน BIT

จบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีนค่ะ ใช้ความรู้ด้านภาษาที่เรียนมา สําหรับการสื่อสารกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

หลังจากที่เรียนจบมหาวิทยาลัย เราก็ได้ค้นหาตัวเองโดยเริ่มจากสมัครเข้าทํางานในบริษัททัวร์เล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ แต่รู้สึกว่าไม่เหมาะกับเรา จึงลาออกจากงานแล้วไปร่วมรับใช้กับคริสตจักรทางบ้าน และก็ได้สมัครเข้าทํางานเป็นเจ้าหน้าที่โครงการคอมแพสชั่น

พระเจ้าทรงเรียกมาเรียนที่ BIT อย่างไร?

ระหว่างที่เราได้ร่วมงานในโครงการคอมแพสชั่น เราก็ได้มีโอกาสสอนเรื่องราวในพระคัมภีร์ให้เด็ก ๆ แต่เรากลับรู้สึกว่าความรู้เกี่ยวกับพระคัมภีร์ของเราน้อยมาก ๆ รู้สึกไม่มั่นใจว่าถ้าสิ่งที่สอนไปมันผิดล่ะ เราจะรับผิดชอบยังไง และนี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่เราอยากเรียนพระคัมภีร์ต่อเพื่อจะสอนคนอื่นได้ถูกต้อง นอกจากนี้เราได้รับรู้มาโดยตลอดว่าพระเจ้าได้เรียกเราให้ออกมารับใช้มานานมาก ๆ แล้ว ตั้งแต่เด็กเราก็ชอบที่จะเรียนรู้พระคัมภีร์ ชอบตั้งคําถามเกี่ยวกับเรื่องราวในพระคัมภีร์ และยัง ชอบเทศนาให้น้อง ๆ ฟังด้วย (หัวเราะ) คิดว่าโตขึ้นอยากเป็นนักเทศน์เก่ง ๆ เหมือนบิลลี่ เกรแฮม จนเมื่อใกล้จบ ม.ปลาย เราก็อยากจะมาเรียนต่อพระคัมภีร์ แต่ก็มีอาจารย์ที่หอพักได้แนะนําเราว่า ควรจะไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเพื่อหาประสบการณ์ เพื่อที่เราจะมีมุมมองกว้างขึ้นก่อนออกมารับใช้พระเจ้าในอนาคต จากนั้นได้รับการทรงเรียกอีกครั้งหลังจากที่จบจากมหาวิทยาลัย ด้วยความรู้สึกว่าอยากจะรู้จักพระเจ้ามากกว่านี้ อยากจะเข้าใจพระคัมภีร์มากกว่านี้

ครอบครัวสนับสนุนอย่างไร

ก่อนเรียนได้ปรึกษาคุณแม่ค่ะ ถามท่านว่าท่านคิดอย่างไร ถ้าขอเรียนต่อพระคัมภีร์? ตอนนั้นคุณแม่ก็แปลกใจกับการตัดสินใจกะทันหันของเรา แต่สุดท้ายท่านก็สนับสนุนเรา เมื่อเราขอให้ท่านแนะนําที่เรียน ท่านก็ได้แนะนําสถาบัน BIT ให้ เพราะท่านเคยได้ยินมาว่า สถาบันแห่งนี้ได้สร้างผู้รับใช้ออกมาหลายรุ่นมาก และผู้รับใช้ที่จบมาส่วนใหญ่ก็ยังคงติดตามรับใช้พระเจ้าอย่างซื่อสัตย์ และการเทศนาของเขานั้นจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของพระคัมภีร์เป็นอย่างดี ขอบคุณพระเจ้าที่ได้เปิดโอกาสให้เราได้เรียนต่อ ในปี ค.ศ.2015 จนถึงปี ค.ศ.2017 ในระดับโทหรือ (M.A.)

ความประทับใจจากการเรียนที่ BIT

สิ่งที่ประทับใจที่สุดในการเรียนที่ BIT คือ ตัวอย่างชีวิตของอาจารย์ที่สอนเรา อาจารย์หลายท่าน ไม่เพียงแค่ให้ความรู้ทางวิชาการแก่เรา แต่ยังเป็นแบบอย่างกับเราในด้านความรัก ความเอาใจใส่นักศึกษา เราทุกคนรู้ว่าสถาบัน BIT เป็นเหมือนศูนย์รวมของผู้คนหลายเชื้อชาติ ชนเผ่า และหลายภาษา แต่อาจารย์ทุกท่านจะรักและเอ็นดูนักศึกษาทุกคนโดยไม่แบ่งแยก และได้ให้ความรัก ความอบอุ่นแก่นักศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน และยอมรับฟังนักศึกษาทุกคนอย่างเต็มใจ ซึ่งเราได้มองเห็นความแตกต่างของสถาบันนี้กับสถาบันภายนอก ซึ่งเป็นแบบอย่างกับเราในการรับใช้พระเจ้าด้วย

พระเจ้าทรงเรียกเพื่อศึกษาต่ออย่างไร?

เริ่มแรกเลยคือขณะเราเรียนอยู่ที่ BIT ได้มีอาจารย์หลายท่านที่อาจจะเห็นถึงความกระตือรือร้นในการเรียนของเรา อาจารย์จึงท้าทายให้ไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศ ตอนนั้นลังเลมาก เพราะว่าไม่กล้าและไม่มั่นใจในด้านภาษาและไม่เคยมีประสบการณ์ไปเรียนต่อในต่างประเทศ หลังจากจบจาก BIT ก็ได้ออกมารับใช้พระเจ้าประมาณ 2 ปี เราก็ได้รับการจุดประกายในการเรียนต่อ โดยผ่านทาง อ.บอล (สามี) อีกครั้ง และไม่นานเราได้แต่งงานกันและด้วยการทรงนําของพระเจ้า เราทั้งสองก็ได้มีโอกาสมาเรียนต่อโดยผ่านการแนะนําของอาจารย์ท่านหนึ่ง พร้อมทั้งด้วยการสนับสนุนจากทาง BIT เราได้สมัครเรียนที่แอคส์ที่เกาหลี ตั้งแต่ปี ค.ศ.2021 จนถึงปัจจุบัน

เหตุผลการศึกษาต่อด้านพันธสัญญาเดิม

พระคัมภีร์พันธสัญญาเดิมเป็นเหมือนกับตะเกียงที่ถูกฝาครอบอยู่ที่เห็นเพียงแสงสลัว ๆ จากภายนอกฝา ดิฉันอยากที่จะเปิดฝานั้นออกมาเพื่อที่จะมองเห็นแสงสว่างในนั้นได้ชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ สําหรับเราพระคัมภีร์เดิมเป็นเหมือนพื้นฐานของพระคัมภีร์ทั้งหมดที่เต็มไปด้วย พระสัญญาต่าง ๆ และจะสําเร็จลงในที่สุดในพระคัมภีร์ใหม่ พระคัมภีร์เดิมจะเป็นรากฐานที่จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงสิ่งที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ใหม่ได้ชัดเจนขึ้น เพราะความอยากรู้และอยากเข้าใจถึงพื้นฐานพระคัมภีร์ทั้งหมด เราเลยเลือกเรียนวิชานี้

สิ่งที่รู้สึกสนุกและตื่นเต้นในการเรียนเกี่ยวกับพันธสัญญาเดิม คือการเรียนการวิเคราะห์โครงสร้างของคําและ syntax ในภาษาฮีบรู เหมือนเป็นการได้รื้อฟื้นความจําเกี่ยวกับโครงสร้างคําต่าง ๆ ในฮีบรูใหม่ จากการเรียนรู้วิธีการวิเคราะห์คําและความหมายในพระคัมภีร์ทําให้เห็นถึงความหมายที่พระคัมภีร์ต้องการจะสื่อที่ชัดเจนมากขึ้น จากวิชานี้เราได้กลับมาทบทวนการอ่านพระคัมภีร์ในภาษาเดิม และเข้าใจถึงไวยากรณ์รวมถึงโครงสร้างต่าง ๆ ของภาษาฮีบรู ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพระคัมภีร์ส่วนตัวและการนําไปสั่งสอนเทศนาได้ และยังทําให้เราได้มองเห็นภาพในพระคัมภีร์ในมุมมองที่ลึกและกว้างขึ้น จึงเป็นวิชาที่สนุกและน่าตื่นเต้นอย่างมาก

ประสบการณ์การใช้ชีวิตในต่างประเทศเป็นอย่างไร?

ประสบการณ์การใช้ชีวิตในประเทศเกาหลีมีทั้งที่ดีและที่เราต้องปรับตัวหลายอย่าง สิ่งที่ต้องปรับตัวอย่างแรกเลยคือเรื่องของสภาพอากาศ ฤดูหนาวยาวนาน อุณหภูมิอาจติดลบถึง 10-20 องศาเลย นอกจากสภาพอากาศก็เป็นเรื่องของอาหารการกิน มาที่นี่เราจะไม่เจอพริกน้ําปลา ไม่มีมะนาว ไม่มีน้ําจิ้มซีฟูด ไม่มีหมูกระทะ ทุกอย่างก็จะเป็นรสจืดไปหมด เราก็ต้องปรับลิ้นของเรา เพื่อรับรสชาติอาหารที่แตกต่างให้ได้เพื่อความอยู่รอด (หัวเราะ)

การเรียนรู้วัฒนธรรมของคนต่างชาติก็เป็นสิ่งจําเป็น เพราะในวิทยาลัยมีนักศึกษาที่มาจากหลายประเทศ หลายเชื้อชาติ หลายวัฒนธรรม บางครั้งเราไม่เข้าใจทั้งพฤติกรรมและคําพูด จึงทําให้เกิดความไม่เข้าใจต่อกันบ้าง ขัดแย้งกันบ้าง แต่เมื่อเวลาผ่านไปเราทุกคนก็ได้เรียนรู้ร่วมกันและได้ปรับตัวเข้าหากันอีกทั้งสําเนียงภาษาอังกฤษก็แตกต่างกัน เช่น อังกฤษสําเนียงเกาหลีบ้าง อินเดีย บ้าง แอฟริกาบ้าง หรือจีนบ้าง ซึ่งเราต้องปรับตัวเพื่อเข้าใจสําเนียงของเพื่อน ๆ และเพื่อน ๆ เองก็ ต้องปรับหูเพื่อฟังภาษาอังกฤษสําเนียงไทยของเราเช่นกัน ซึ่งใช้เวลาพอสมควร

ส่วนข้อดีของที่นี่ก็มีมาก เช่น ทางมหาวิทยาลัยของเราคณาจารย์จะดีมาก ๆ เค้าจะรักและเอ็นดูนักศึกษาต่างชาติ และจะเปิดโอกาสให้เราได้เข้าไปพูดคุยเสมอ เมื่อมีปัญหาไม่ว่าจะด้านการเรียน ชีวิตเราจะสามารถเข้าไปปรึกษาอาจารย์ได้ ทําให้เราได้เห็นถึงความรักความอบอุ่นที่แม้เราไม่ได้ อยู่บ้านเกิดก็ไม่ได้รู้สึกขาดหรือรู้สึกว้าเหว่มากจนเกินไป

การเรียนระดับ ป.เอก ที่เกาหลี แตกต่างจากการเรียน M.Div. ที่ BIT อย่างไร?

สิ่งที่แตกต่างจากที่เรียน BIT อย่างแรกเลยก็คือด้านภาษาอังกฤษ การเรียนที่ BIT คือใช้ภาษาไทยล้วน เพียงแต่เมื่อทํารายงานอาจต้องอ้างอิงจากหนังสือภาษาอังกฤษบ้าง แต่เมื่อมาเรียนที่นี่ เราจะต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมด เราจึงต้องทุ่มเทมากกว่าคนอื่น เราต้องทํารายงานเพื่อส่งให้ทันเวลาไปด้วย พร้อมกับปรับพื้นฐานภาษาของตนเองไปด้วย ซึ่งอาจารย์ผู้สอนจะเข้าใจนักศึกษาต่างชาติเป็นอย่างดี ให้โอกาสและให้กําลังใจอยู่เสมอ

และอีกสิ่งหนึ่งที่น่าประทับใจในการเรียนที่นี่ก็คือ นักศึกษาที่นี่จะเรียนด้วยความสนุกและให้กําลังใจแก่กันเสมอ เพราะเราทุกคนล้วนเป็นคนต่างชาติ และภาษาอังกฤษก็ไม่ได้เป็นภาษาหลักของเรา ทุกคนจึงเข้าใจกันและไม่เยาะเย้ยเมื่อมีใครคนหนึ่งทําผิดพลาด แต่จะให้กําลังใจกันมากกว่า ซึ่งทําให้เราได้เห็นถึงความรักของพระเจ้าที่ทําให้คนเหล่านี้มีความแตกต่าง

ข้อแนะนําในการศึกษาต่อต่างประเทศ

สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเป็นอันดับแรกเลยก็คือ เป้าหมายในการเรียน ควรรู้ว่าเราอยากเรียนไปเพื่ออะไร และหลังจากเรียนจบแล้วเราจะนําสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้อย่างไรได้บ้าง เมื่อเรามีเป้าหมายในการเรียนเราก็จะสามารถเดินได้ไปได้ไกล เพราะการเรียนที่นี่เป็นเหมือนกระบวนการที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี เรามีโอกาสกลับบ้านเจอพ่อแม่น้อยลง เราจะไม่ค่อยมีโอกาสได้ทําในสิ่งที่ชอบ เพราะเราต้องทุ่มเวลากับการเรียน ดังนั้นถ้าเรามีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเรียนเราก็จะจดจ่อกับการเรียนได้ดีและเดินไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้

ควรมีความชอบในการเรียน เมื่อเรียนแล้ว ยังต้องกลับไปทบทวนไปคิดต่อ เพื่อนําสิ่งที่ได้เรียนรู้มาเสนอในรายงานให้ออกมาให้ดีที่สุด และสร้างสรรค์สิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้ได้ ดังนั้นการเรียนจะสนุก ได้หากเราชอบที่จะเรียน

สิ่งที่จําเป็นมาก ๆ ก็คือ เรื่องทุนการศึกษาและทุนใช้จ่ายประจําวัน เพราะการที่เรามาเรียนอย่างเดียวและไม่สามารถทํางานได้ อาจจะทําให้เรามีข้อจํากัดในด้านการเงิน ดังนั้นเราจึงควรเตรียมทุนสําหรับการเรียน ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจําวันไว้ให้พร้อมระดับหนึ่ง เพื่อที่จะลดความกังวลหรือทําให้เกิดความกดดันระหว่างเรียนน้อยลง

เมื่อออกไปต่างแดน มองเห็นจุดดีและจุดด้อยของคริสตจักรไทยอย่างไร?

หลังจากที่ได้มีโอกาสมาเรียนหรือได้เข้าร่วมนมัสการในคริสตจักรต่างๆ ในเกาหลี ทําให้เห็นถึง จุดดีของคริสตจักรไทยคือ ในด้านผู้รับใช้ ยอมรับว่าผู้นําคริสตจักรไทยนั้นทํางานเก่งมากๆ ตั้งแต่ เทศนาบนธรรมาสน์จนถึงการลงพื้นที่เยี่ยมเยียนพี่น้อง การให้โอกาสพี่น้องในคริสตจักรได้มีส่วนร่วม ในการรับใช้ การทําให้พี่น้องรักคริสตจักรของตนเอง และอยู่ร่วมกันเป็นเหมือนครอบครัว ทําให้เกิดความรู้สึกที่อบอุ่นแก่ผู้ที่มาเยือน ซึ่งเหล่านี้เป็นจุดดีที่คริสตจักรไทยควรรักษาเอาไว้

ส่วนข้อด้อยที่อาจต้องพัฒนาก็คือ แม้ว่าผู้รับใช้ในคริสตจักรไทยจะมีความกระตือรือร้นในการรับใช้เป็นอย่างดี แต่ขาดการพัฒนาความรู้ความเข้าใจพระคัมภีร์ เพราะเห็นหลายคริสตจักรในไทยได้สอนหรือตีความพระคัมภีร์นําไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลเสียมากกว่าผลดีต่อคริสตจักร เช่น อาจทําให้มีการสอนผิดเกิดขึ้น ดังนั้นดิฉันจึงคิดว่า สิ่งที่คริสตจักรไทยควรให้ความสําคัญมากกว่านี้ คือควรมีการลงพื้นที่ตรวจตราการสอนของแต่ละคริสตจักร หากพบว่ามีการสอนผิดเกิดขึ้นในคริสตจักร ควรต้องมีมาตรการแก้ไขที่ดี คริสตจักรควรช่วยสนับสนุนในด้านการให้ความรู้ ให้แหล่งข้อมูลที่มีประโยชน์แก่ผู้นําคริสตจักร หรือให้ผู้รู้ไปอบรมให้ความรู้แก่ผู้นําคริสตจักรเป็นประจําสม่ําเสมอ เพื่อคริสตจักรไทยจะมีนําและผู้เชื่อที่เข้าใจพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง และมีชีวิตที่ถูกต้องตามน้ําพระทัยพระเจ้า เพราะเมื่อทั้งความรู้และความรักมาบรรจบกัน เชื่อว่าคริสตจักรไทยจะสามารถพัฒนาไปในทิศทางที่ดีได้ และพระเจ้าจะทรงใช้คริสตจักรไทยในการนําคนไทยมารู้จักกับพระเจ้าได้

อยากทําอะไรมากที่สุด หลังจากเรียนจบแล้ว?

หลังจากที่เรียนจบแล้วสิ่งที่อยากทําที่สุดคือการนําความรู้ที่ได้รับจากการเรียนไปสอนในสถาบันพระคริสตธรรมในประเทศไทยและคริสตจักรในประเทศไทย ดิฉันอยากจะสร้างคนรุ่นหลังให้ออกมาเรียนพระคัมภีร์ อยากจะสนับสนุนคนรุ่นหลังออกมาเรียนเหมือนที่เราได้รับโอกาส และ อยากกระตุ้นให้น้องๆ ออกมารับใช้พระเจ้ามากขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคริสตจักรในประเทศไทยให้ก้าวไกลต่อไป

สิ่งที่จะแนะนําน้อง ๆ นักศึกษาที่กําลังศึกษาอยู่ที่ BIT

อยากแนะนําให้น้อง ๆ ว่าถ้าหากมีภาระใจที่จะเรียนต่อก็เรียนต่อให้มากที่สุด เพื่อนําความรู้กลับไปรับใช้คริสตจักรในประเทศไทย ให้แสวงหาความรู้อยู่เสมอ โดยเฉพาะความรู้ในด้านพระคัมภีร์ เราก็ต้องมีความชํานาญต่อในเรื่องที่เราสอนมากกว่าคนอื่น และมีความเข้าใจในสิ่งที่สอนอย่างแท้จริง

สิ่งต่อมาที่อยากหนุนใจคือควรมีความถ่อมใจ การที่เรามาเรียนต่อในระดับที่สูงกว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้วัดว่าเราเหนือกว่าคนอื่น ๆ แต่เราต้องเรียนรู้ที่จะถ่อมใจลง ยิ่งเราเรียนสูงยิ่งต้องมีความรับผิดชอบมากกว่าผู้อื่น เรียนรู้จากความถ่อมใจของพระเยซูคริสต์ ที่ทรงยอมถ่อมพระองค์ลง ยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา เราจึงควรเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์และยอมสละตนเพื่อผู้อื่นเช่นกัน

และสุดท้ายคือเรื่องการมีชีวิตที่ติดสนิทกับพระเจ้าเสมอ การที่คิดว่าจิตวิญญาณของเราเติบโตเพียงพอแล้ว ซึ่งกลับกลายเป็นน้ําเต็มแก้วและไม่สามารถเติบโตได้อีก ควรมีเวลาตรวจสอบตัวเองอยู่เสมอ เช็คดูความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้าและผู้อื่นอยู่เสมอ และควรมีเวลาที่มีคุณภาพในการเฝ้าเดี่ยว อ่านพระคัมภีร์ทุกวัน

สิ่งที่อยากให้อธิษฐานเผื่อ

สิ่งที่อยากฝากให้ทุกคนอธิษฐานเผื่อก็คือ เรื่องการทําสารนิพนธ์ อาจมีความกังวลอยู่บ้างในเรื่องภาษาและระยะเวลา แต่ขอพระเจ้าประทานสติปัญญาให้ทําสําเร็จตามเป้าหมายได้ รวมถึงเรื่องค่าใช้จ่ายในชีวิตประจําวัน และให้ความมั่นใจในการทรงนําของพระเจ้าเสมอ เพื่อจะมีความชื่นชมยินดีในการเรียนและการรับใช้พระเจ้า รวมทั้งสามารถเป็นพยานเพื่อพระนามของพระเจ้า


** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ สุขภาวะที่ดีของการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ หน้า 30-35