คุณภาพการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ ด้านหลักสูตรเสริมและห้องสมุด

ขยายสู่การศึกษานอกระบบ (Excellence in Extending Training)

ต้องยอมรับว่าการเรียนการสอนในยุคใหม่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก โดยเฉพาะยุคหลังโควิด-19 ผู้คนต่างคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยีสื่อออนไลน์มากขึ้น หลายอาชีพให้ความสําคัญกับการทํางานที่บ้าน (work from home) ที่สามารถได้ประสิทธิภาพดี ลดค่าใช้จ่ายสํานักงานและลดเวลา การเดินทาง คริสตจักรต่าง ๆ ก็เริ่มคุ้นเคยกับการนมัสการออนไลน์ การใช้สื่อออนไลน์ในการสามัคคีธรรม การเรียนพระคัมภีร์ การทํากลุ่มอธิษฐาน รวมถึงการประกาศผ่านช่องทางต่าง ๆ ทางออนไลน์ ในด้านการศึกษาก็เช่นกัน คนรุ่นใหม่เริ่มให้ความสําคัญของวุฒิบัตรหรือใบปริญญาน้อยลง พวกเขามีโอกาสหาความรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้มากขึ้น โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ในแอปพลิเคชันต่าง ๆ อีกทั้งพวกเขายังแสวงหาการเรียนรู้ที่ตรงประเด็น สามารถตอบโจทย์ในสิ่งที่พวกเขาต้องการ โดยเฉพาะการทํางาน ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ทําให้สถาบันการศึกษาต่างเริ่มปรับตัว และให้ความสําคัญการศึกษาผ่านช่องทางออนไลน์ การศึกษานอกปริญญาบัตร รวมถึงการ ศึกษานอกระบบและการศึกษาต่อเนื่องที่เรียกว่า “การศึกษาตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) มากขึ้น

สถาบันพระคริสตธรรมมีความจําเป็นต้องปรับตัวเช่นเดียวกัน ด้านหนึ่งเราต้องยอมรับว่าการศึกษาผ่านระบบหลักสูตรปริญญาบัตรยังเป็นสิ่งสําคัญสําหรับการอบรมผู้รับใช้พระเจ้า ศิษยาภิบาล หรือผู้นําองค์กรคริสเตียนอยู่มาก แต่เราละเลยไม่ได้เลยว่าปัจจัยต่าง ๆ ในสังคมยุคใหม่มีความต้องการการเรียนการสอนที่มากกว่าการสอนผ่านหลักสูตรปริญญาบัตรเท่านั้น อีกทั้งเทคโนโลยีสมัยใหม่เปิดโอกาสให้เราขยายวิธีการเรียนการสอนออกไปกว้างขวางมากกว่าการสอนในห้องเรียนของสถาบันฯ มากนัก ดังนั้น สถาบันพระคริสตธรรมที่เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้และการฝึกอบรมผู้นําคริสตจักรจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทบทวนเรื่องการเรียนการสอนให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น บทความนี้ขอนําการอภิปราย 2 เรื่องหลัก คือ การเปิดกว้างต่อกลุ่มผู้เรียนนอกปริญญาและหลักสูตรที่เหมาะสม พร้อมทั้งขอควรระวังในการขยายการสอนนี้

กลุ่มผู้เรียนและหลักสูตรที่เหมาะสม

การขยายหลักสูตรออกนอกสถาบันฯ ออกไป เราจําเป็นต้องเข้าใจว่า ใครคือกลุ่มเป้าหมายของเราได้บ้าง เราจําต้องเข้าใจก่อนว่าเป้าหมายของการขยายการเรียนการสอนนี้ไม่ได้เพื่อสถาบันฯ จะได้สอนครอบคลุมถึงผู้เรียนทุกกลุ่ม หรือสอนให้กว้างขวางที่สุดเท่าที่สถาบันฯ จะทําได้ หรือไม่ได้พยายามจะแข่งขันกับสถาบันฯ ในการขยายฐานอํานาจการสอนของสถาบันฯ ออกไป ซึ่งการทําแบบนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับสถาบันอื่น ๆ ได้แน่ แต่สิ่งแรกที่สถาบันฯ ควรตระหนักก่อนคือ จุดยืนของสถาบันฯ ว่าสถาบันฯ ของเราตั้งอยู่เพื่อใคร? และเพื่ออะไร? ขอบเขตของการทําพันธกิจอยู่ที่ไหน? ทรัพยากรที่สถาบันฯ มีอยู่เพียงพอมากน้อยเพียงไร? สถาบันฯ มีจุดอ่อนและจุดแข็งเรื่องอะไร? จากนั้นสถาบันฯ จึงสามารถใคร่ครวญว่าจะมีส่วนขยายพันธกิจการศึกษานี้เพื่อคนกลุ่มใดได้บ้าง? โดยกลุ่มคนที่สถาบันฯ พิจารณาได้อาจประกอบไปด้วย

  1. ศิษย์เก่าของสถาบันฯ

ศิษย์เก่าของสถาบันฯ น่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่สถาบันฯ คิดถึงในการขยายการเรียนการสอน เนื่องจากพวกเขาอยู่ในสนามการรับใช้อยู่แล้วและมีความต้องการพัฒนาเสิรมสร้างทักษะ แน่นอนว่าการเรียนในหลักสูตรไม่เคยเพียงพอสําหรับการทํางานหรือการรับใช้เลย เพราะช่วงที่พวกเขาเรียนอยู่ในสถาบันฯ มักเป็นช่วงที่พวกเขายังไม่ได้มีประสบการณ์การรับใช้มากนัก การเรียนในหลักสูตร (โดยเฉพาะปริญญาใบแรกในด้านศาสนศาสตร์) จึงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นพื้นฐานของการเรียนรู้เท่านั้น พวกเขาจําเป็นต้องพัฒนาความรู้และทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสังคมปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งสถานการณ์คริสตจักรก็ยังพบกับบททดสอบต่าง ๆ มากมาย เช่น สถานการณ์คริสตจักรหลังโควิดที่สมาชิกเข้าโบสถ์นมัสการน้อยลง คนรุ่นใหม่มีความเป็นปัจเจกบุคคลสูงขึ้นมาก ความขัดแย้งทางความคิดระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ปัญหาครอบครัวยุคใหม่มีลูกน้อยลง อัตราการหย่าร้างสูงขึ้น การอยู่ก่อนแต่ง การแต่งงานกับผู้ไม่เชื่อ และอื่น ๆ ดังนั้นการเสริมสร้างศิษย์เก่าของสถาบันฯ จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามก่อนที่จะคิดถึงหลักสูตรในการเสริมสร้างงานสําคัญของสถาบันฯ คือการรักษาความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องกับศิษย์เก่า ผ่านการติดต่อทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ผ่านการสื่อสาร ความก้าวหน้าของสถาบันฯ ประชาสัมพันธ์เพื่อศิษย์เก่าจะได้รับรู้ความเคลื่อนไหว อีกทั้งรับทราบถึงปัญหา หรือรับรู้ความเป็นไปของศิษย์เก่า เพื่อสถาบันจะทราบถึงปัญหาและความต้องการของศิษย์เก่าอย่างเจาะจง แล้วจึงจะสามารถสร้างสรรค์โอกาสหรือจัดหลักสูตรได้อย่างเหมาะสม ตรงประเด็นกับผู้เรียนได้

หลักสูตรสําหรับศิษย์เก่าควรมีความหลากหลาย โดยคํานึงถึงเวลาของศิษย์เก่าที่ทํางานอยู่ ภาคสนามจะสามารถจัดเวลาเข้าร่วมได้ เช่น จัดหลักสูตรภาคฤดูร้อนระยะสั้น, หลักสูตรออนไลน์ที่เรียนช่วงค่ํา, การจัดหลักสูตรสัญจรตามภูมิภาคต่าง ๆ, จัดเสวนาในหัวข้อที่ตรงประเด็นต่อปัญหาการรับใช้ของศิษย์เก่า เป็นต้น หลักสูตรเหล่านี้นอกจากช่วยพัฒนาความรู้ให้กับศิษย์เก่าแล้ว ยังช่วยส่งเสริมการรักษาความสัมพันธ์ระยะยาวทั้งระหว่างศิษย์เก่าด้วยกันและระหว่างศิษย์เก่ากับสถาบันฯ เพราะความสัมพันธ์เป็นปัจจัยสําคัญที่นํามาสู่การอภิบาลศิษย์เก่าได้ดีที่สุด

  1. ผู้รับใช้และผู้นําคริสตจักรท้องถิ่น (นอกเหนือจากศิษย์เก่าของสถาบันฯ)

กลุ่มเป้าหมายกลุ่มที่สองที่สถาบันฯ ควรคํานึงถึง คือผู้รับใช้ทั่วไปของคริสตจักรต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากศิษย์เก่าของสถาบันฯ หากจุดมุ่งหมายของสถาบันฯ คือการเสริมสร้างและพัฒนาผู้นําคริสตจักร เราไม่ควรจํากัดการเรียนการสอนอยู่เพียงศิษย์เก่าของเราเท่านั้น เนื่องด้วยแต่ละสถาบันการศึกษาแต่ละสถาบันล้วนมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน เราควรเปิดโอกาสให้สถาบันฯ ของเราช่วยพัฒนาผู้รับใช้ หรือผู้นําคริสตจักรท้องถิ่นในวงกว้างมากขึ้น

ในด้านนี้มี 2 สิ่งที่เราควรทํา คือ 1) การสร้างความสัมพันธ์กับคริสตจักรและผู้รับใช้กลุ่มอื่นให้กว้างขวางขึ้น โดยเราอาจสร้างความสัมพันธ์ผ่านคริสตจักรที่นักศึกษาของเราไปฝึกภาคสนามด้วย หรือคริสตจักรที่ส่งนักเรียนมาเรียนกับสถาบันฯ หรือเราอาจสร้างสัมพันธ์ผ่านพันธมิตรในการ รับใช้ เป็นต้น การออกเยี่ยมเยียนนักศึกษาฝึกงานตามที่ต่าง ๆ ก็เป็นโอกาสในการสร้างสัมพันธ์ สิ่งเหล่านี้เพื่อเราจะสามารถรับรู้ถึงความต้องการของผู้รับใช้เข้าใจถึงปัญหา สิ่งที่พวกเขาขาด หรือแม้แต่โอกาสความเป็นไปได้ที่สถาบันฯ จะสามารถให้ความรู้ความเข้าใจได้ในวาระต่อไป 2) การสํารวจว่าสถาบันฯ ของเรามีจุดเด่นด้านใด มีสิ่งใดที่เราสามารถขยายจุดเด่นเพื่อช่วยคริสตจักร และผู้รับใช้อย่างกว้างขวางขึ้นได้ เช่น สถาบันฯ มีผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ การให้คําปรึกษา ด้านการเทศนาตามพระวจนะ (Biblical Preaching) หรือการทําพันธกิจข้ามวัฒนธรรม และอื่น ๆ สถาบันฯ อาจเสริมสร้างผู้รับใช้โดยจัดการฝึกอบรมระยะสั้น การฝึกอบรมผ่านการสอนออนไลน์ โดยเจาะจงในสาขาที่เรามีผู้เชี่ยวชาญ เป็นต้น และเราควรตระหนักเสมอว่า เราไม่ได้แข่งขันกับสถาบันใดๆ หรือพยายามจะสร้างขยายฐานอํานาจใด ๆ ในการสอนผู้นําหรือผู้รับใช้ที่จบจากสถาบันอื่น เราเพียงแต่เปิดโอกาสให้จุดเด่นที่สถาบันฯ ของเรามีเพื่อเสริมสร้างผู้รับใช้ให้กว้างขวางขึ้นเท่านั้น

  1. สถาบันพระคริสตธรรมอื่นๆ (โรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง)

กลุ่มที่สาม คือสถาบันพระคริสตธรรมอื่น ๆ ปัจจุบันประเทศไทยเรามีสถาบันพระคริสตธรรมกว่า 80 แห่ง แต่สถาบันฯ ที่ได้รับการรับรองหลักสูตรโดยสถาบันรับรองที่มีมาตรฐานอยู่เพียงไม่กี่สถาบัน และแต่ละสถาบันฯ ก็มีการสอนหลากหลายระดับ ดังนั้นเรามีโอกาสอีกมาก สถาบันฯ ที่ใหญ่กว่าหรือเข้มแข็งกว่าจะช่วยเหลือพัฒนาให้กับสถาบันฯ ที่เล็กกว่าหรืออ่อนแอกว่า สถาบันพระคริสตธรรมควรตระหนักว่าเป้าหมายและระดับของแต่ละสถาบันฯ นั้นแตกต่างกัน บางสถาบันฯ เปิดสอนเพียงระดับประกาศนียบัตร ขณะที่บางสถาบันฯ เปิดสอนถึงระดับปริญญาเอก บางสถาบันฯ จํากัดการสอนสําหรับผู้เรียนบางกลุ่ม เช่น สอนด้วยภาษาของคนท้องถิ่นที่เป็นชนกลุ่มน้อย ขณะที่บางสถาบันฯ เปิดกว้างโดยสอนให้กับคนทุกกลุ่มโดยใช้ภาษาไทย หรือแม้แต่สอนเป็นภาษาอังกฤษสําหรับผู้เรียนที่เป็นชาวต่างชาติ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ระดับการศึกษาไม่ได้เป็นเครื่องวัดความสําเร็จของสถาบันฯ แต่เป็นคุณภาพของการศึกษาแต่ละระดับต่างหาก เพราะทุกสถาบันฯ ต่างต้องการทําหน้าที่ที่ดีในการสร้างสาวก สร้างผู้นําฝ่ายวิญญาณด้วยกันทั้งสิ้น

ดังนั้น สถาบันฯ ที่มีระดับการศึกษาสูงกว่า หรือสถาบันฯ ที่ใหญ่กว่า มีแหล่งทรัพยากรมากกว่า น่าจะเปิดโอกาสช่วยสถาบันฯ ที่ทรัพยากรน้อยกว่า หรือมีระดับการศึกษาน้อยกว่าได้ แบบโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง โดยโรงเรียนพี่สามารถช่วยเหลือโรงเรียนน้องได้หลายทาง เช่น การจัดบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญของโรงเรียนพี่ การจัดโครงการพัฒนาบุคลากรให้โรงเรียนน้อง โครงการร่วมกันพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการ การให้ทุนการศึกษาเพื่อพัฒนาครูแบบเจาะจง การช่วยส่งเสริมการสร้างห้องสมุด การให้โควตาสําหรับให้นักศึกษาที่จบจากโรงเรียนน้องเข้าศึกษาต่อโรงเรียนพี่ เป็นต้น การเสริมสร้างกันและกันนี้ นอกจากส่งเสริมสถาบันการศึกษาร่วมกันแล้ว ยังเป็นการสร้างสัมพันธ์อันนํามาสู่การรับใช้ในด้านอื่น ๆ ต่อในอนาคตได้ด้วย

เรายังอาจมีกลุ่มผู้เรียนกลุ่มอื่นๆ อีกที่เราไม่ได้กล่าวอ้างถึง ดังเช่น กลุ่มผู้นําฆราวาสกลุ่มต่างๆ กลุ่มผู้ปกครอง มัคนายก กลุ่มครูรวีฯ กลุ่มผู้นําอนุชน กลุ่มทีมนมัสการ หรือกลุ่มที่มีความเชื่ออื่น แต่ต้องการเรียนรู้จักศาสนาคริสต์ เป็นต้น กลุ่มเหล่านี้ สถาบันฯ ยังสามารถจัดหลักสูตรการสอนให้เหมาะสมได้ หากเราเห็นว่ามีความต้องการเพิ่มเติม ทั้งนี้ขึ้นกับเป้าหมายและความพร้อมของทางสถาบันฯ ที่จะสอนด้วย

ข้อควรระวังในการขยายการสอน

อาจมีข้อควรระวังหรือสิ่งที่เราควรคํานึงถึง เมื่อสถาบันฯ ต้องการขยายการสอนให้มีความก้าวหน้า

  1. หลักสูตรที่เหมาะสมกับผู้เรียน

ครูผู้สอนต้องตระหนักถึงระดับของผู้เรียนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาที่บรรยาย กิจกรรมที่ใช้ในการสอน การบ้าน หนังสือที่อ่าน และอื่น ๆ สิ่งเหล่านี้จําเป็นต้องตระหนักว่าผู้เรียนคือใคร มีระดับความรู้มากน้อยเพียงไร ดังนั้นระดับผู้เรียนควรใกล้เคียงกันเนื้อหาที่สอนจําเป็นต้องสัมพันธ์กับผู้เรียน ดังนั้นการรู้จักผู้เรียนก่อนจึงเป็นสิ่งสําคัญมากในการสอนหลักสูตรถึงกลุ่มคนกลุ่มใหม่

  1. มีสถาบันฯ อื่นๆ ทําได้ดีอยู่แล้ว

เนื่องจากเป้าหมายหลักของการขยายการสอนไม่ใช่เป็นการแข่งขันหรือสร้างฐานอํานาจให้สถาบันฯ ดังนั้นเราจึงควรระวัง ไม่สอนในสิ่งที่สถาบันฯ อื่นทําได้ดีอยู่แล้ว ซึ่งจะทําการแข่งหรือแย่งนักเรียนกับสถาบันฯ อื่นไปโดยปริยาย แต่เราควรสํารวจจุดแข็ง และนําจุดแข็งนี้เพื่อพัฒนาคริสตจักรโดยภาพรวมมากกว่า

  1. คริสตจักรท้องถิ่นไม่ได้เป็นเจ้าของร่วม

การขาดความมีส่วนร่วมของคริสตจักรท้องถิ่น ทําให้สถาบันฯ ขาดความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นกับคริสตจักรท้องถิ่น แต่การสร้างความผูกพันนี้เกิดขึ้นได้เมื่อทั้งสถาบันฯ และคริสตจักร มีความสัมพันธ์แบบช่วยเหลือกัน สถาบันฯ ส่งเสริมพัฒนาคริสตจักร ขณะที่คริสตจักรมีส่วนในการสนับสนุนบางด้าน ทั้งให้ทุนสนับสนุนนักศึกษา หรือการสบทบทุนในการพัฒนาสถาบันฯ รวมถึงการสื่อสารให้คริสตจักรรับรู้ความเคลื่อนไหวของสถาบันฯ อย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้น่าจะช่วยส่งเสริมความผูกพันระหว่างสถาบันฯ กับคริสตจักรได้มากขึ้น การพัฒนาบุคลากรจึงเกิดขึ้นตามมาได้ง่าย

  1. ไม่ได้คํานึงถึงต้นทุน

การสร้างหลักสูตรโดยไม่คํานึงถึงต้นทุน หรือแหล่งทรัพยากร อาจทําให้สถาบันฯ ดําเนินการต่อได้เพียงระยะสั้นเท่านั้น สถาบันฯ จําต้องสํารวจว่า เรามีแหล่งทุนเพียงพอหรือไม่ บุคลากรของเรามีเวลาเพียงพอหรือไม่ หรือเราสามารถหาบุคลากรอื่น เช่น คณาจารย์ที่เกษียณอายุแล้วมา ช่วยสอนได้หรือไม่ หลักสูตรที่ดีนี้จะไปต่อได้เมื่อเราวางแผนอย่างรอบคอบแล้ว

  1. ไม่ได้คํานึงถึงห้องสมุดหรือแหล่งข้อมูลที่เพียงพอ

จุดอ่อนของการสอนทางไกลหรือการสอนออนไลน์ คือเรื่องของแหล่งข้อมูลหรือห้องสมุดที่จะให้นักศึกษาค้นคว้า ต้องยอมรับว่าการค้นคว้าผ่านห้องสมุดถือเป็นปัจจัยสําคัญของการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ ผู้เรียนควรได้ห้องสมุดที่ดี หนังสือหรือแหล่งข้อมูลที่ดี เพื่อพัฒนาความรู้ในด้านนี้ หากสถาบันฯ ต้องการพัฒนาเรื่องการสอนทางไกล ควรพัฒนาเรื่องห้องสมุดออนไลน์ เพื่อเป็นส่วนทดแทนนักศึกษาที่ไม่สามารถเข้าถึงห้องสมุดของสถาบันฯ หรือห้องสมุดอื่น ๆ ได้

บทสรุป

การขยายการศึกษาให้กว้างขวางขึ้น เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สําคัญของสถาบันพระคริสตธรรมในยุคใหม่นี้ ปัจจัยสําคัญที่ทําให้สถาบันฯ ทําพันธกิจได้กว้างขวางขึ้นนี้ คือการปรับตัวของสถาบันฯ ให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันของคริสตจักรให้ได้มากที่สุด สถาบันฯ จึงควรเสริมสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์กับคริสตจักรต่าง ๆ ในวงกว้าง และลึกซึ้งเพียงพอที่จะรับรู้ปัญหาร่วมกัน สถาบันฯ ใช้จุดแข็งด้านการเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ แต่พร้อมปรับตัว ปรับหลักสูตร เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม สถาบันฯ ควรมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าลองสิ่งใหม่ กล้าเข้าถึงผู้เรียนกลุ่มใหม่ โดยเฉพาะผู้เรียนที่เป็นคนรุ่นใหม่ เพื่อสถาบันฯ จะมีโอกาสเสริมสร้างคริสตจักรไทยให้เหมาะสมยิ่งขึ้น เราไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าสิ่งที่สถาบันฯ ลองทํานี้จะสําเร็จได้อย่างดี แต่อย่างน้อย การลองทําสิ่งใหม่ทําให้เราได้ประสบการณ์และรู้ว่าอะไรเหมาะสมกว่า หรืออะไรไม่เหมาะสมสําหรับพัฒนาคริสตจักรฯ

“มีกําไรอยู่ในงานที่เหนื่อยยากทุกอย่าง การเพียงแต่พูดนั้นโน้มไปทางความขาดแคลน”

(สภษ.14:23)

* ดัดแปลงจากบทความบทที่ 11 “Excellence in Extending Training” from Steve A. Hardy, Excellence in Theological Education (Sri Lanka: Lanka Bible College & Seminary, 2006) หน้า 257-284.

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ สุขภาวะที่ดีของการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ หน้า 36-41