เริ่มสร้างใหม่: บทเทศนาจาก เนหะมีย์ 2:1-18

การแพร่ระบาดของโควิด-19 เขย่าทุกวงการ มีหลายสิ่งที่ไม่มีใครเคยคิดว่าจะเป็นไปได้ นักเรียนและนักศึกษาต้องเรียนหนังสือออนไลน์นานนับปี ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อปิดนานนับเดือน ๆ งานที่ทําอยู่ วันหนึ่งเราสามารถทําจากที่บ้านได้ หรือแม้แต่การนมัสการพระเจ้า ก็สามารถทําในรูปแบบออนไลน์ได้ และคริสตจักรปิดเหลือเพียงการนมัสการออนไลน์แล้ว ศิษยาภิบาลต้องนั่งเทศนาในห้องคนเดียว! เรามาถึงจุดนี้กันได้อย่างไร คําถามที่สําคัญกว่านั้นคือ แล้วเราจะไปต่ออย่างไร พันธกิจคริสตจักรจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมหรือถูกพัฒนาไปทางไหน และความเชื่อของเราจะเป็นเช่นไร

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง ทําให้หลาย ๆ คนรู้สึกหดหู แต่ในขณะเดียวกัน พระเจ้าสถิต และใส่ภาระใจให้กับบางคนเพื่อเริ่มการเปลี่ยนแปลง พระองค์ทรงใส่มุมมองและวิสัยทัศน์ให้แก่ผู้ที่เห็นความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหา และพัฒนาพันธกิจของพระเจ้าไปข้างหน้า เป็นผู้ที่มีความเชื่อว่าตนเป็นผู้ที่พระเจ้าสามารถใช้การได้ในการเริ่มขับเคลื่อน และเป็นผู้ที่รวมใจบรรดา คนที่หดหู่ใจให้ร่วมมือกันรับใช้จนสําเร็จ เราอยากเป็นคนนั้นหรือไม่ เราเต็มใจที่จะเดินไกลขึ้นอีกนิด ใส่พลังเพิ่มขึ้นอีกหน่อย เพื่องานของพระเจ้าจะไปได้ไกลขึ้นหรือไม่

เนหะมีย์เป็นหนึ่งในตัวอย่างของคนที่พระเจ้าทรงใส่ภาระใจให้ (นหม. 1:2-3) ท่านก็ทุกข์ใจมาก ท่านห่วงใย ท่านเป็นคนธรรมดาที่พระเจ้าทรงเรียกให้ฟื้นฟูเยรูซาเล็มอีกครั้ง การฟื้นฟูเยรูซาเล็ม เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า ให้เราเรียนรู้ว่าท่านนําภาระใจที่ท่านมีมาขับเคลื่อนพันธกิจของท่านอย่างไร

I. ร้องทูลพระเจ้า (1-8)

a. ร้องทูลพระเจ้า เพราะงานยาก

เนหะมีย์มีภาระใจในการสร้างกําแพงเมืองเยรูซาเล็ม แต่ท่านยังไม่อยู่ในจังหวะที่จะทําอะไร นอกจากร้องทูลต่อพระเจ้าด้วยการอธิษฐาน ตั้งแต่เนหะมีย์ทราบข่าวเรื่องกรุงเยรูซาเล็ม ถึงการถูกทําลายและประชาชนที่รอดชีวิต ท่านเริ่มอธิษฐานอดอาหาร สารภาพ ขอให้พระเจ้าทรงรวบรวมประชากรของพระองค์กลับมา เนหะมีย์อธิษฐานเท่านั้นแต่ยังไม่ได้ทําอะไร เนหะมีย์อธิษฐาน เป็นเวลา 4 เดือน

หลังจากการอธิษฐาน 4 เดือน พระเจ้าประทานโอกาสที่เหมาะสมให้กับเนหะมีย์ ปัญหาคือ โอกาสนั้นอยู่ต่อพระพักตร์กษัตริย์ที่โหดร้าย ในเนหะมีย์ 2:1-4 เนหะมีย์หน้าเศร้า ท่านคงเศร้ามาตลอด 4 เดือนตั้งแต่ทราบเรื่อง ท่านอาจตั้งใจหรือไม่ตั้งใจที่จะแสดงความเศร้าออกมา อย่างไรก็ตาม เมื่อกษัตริย์ถาม “ทําไมหน้าเจ้าเศร้าโศก” พระคัมภีร์บันทึกว่าเนหะมีย์กลัวยิ่งนัก ท่านกลัวอะไร? เนหะมีย์กําลังปฏิบัติหน้าที่เชิญถ้วยเหล้าองุ่นให้กษัตริย์ต่างชาติที่มีประวัติไม่ธรรมดาเลย ท่านเป็นกษัตริย์ที่โหดร้าย ฆ่าพี่ชายเพื่อจะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ และสามารถฆ่าคนได้อย่างง่ายดาย ท่านสามารถเอาชนะอียิปต์และกรีซได้เมื่อท่านขึ้นเป็นกษัตริย์ใหม่ ๆ นอกจากนี้ ในโฮเชยา 4 มีการบันทึกว่ากษัตริย์อารทาเซอร์ซีสท่านนี้ เป็นผู้ที่ปฏิเสธการกลับไปสร้างกําแพงเมืองมาครั้งหนึ่งแล้ว เนหะมีย์ไม่สามารถทราบได้เลยว่า ผลการเปิดเผยสาเหตุแห่งความเศร้าครั้งนี้จะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามเนหะมีย์ตอบกษัตริย์ตามตรงว่า “ทําไมหน้าของข้าพระบาทจะไม่โศกเศร้าเล่า ในเมื่อเมืองอันเป็นสถานที่ฝังศพของบรรพบุรุษของข้าพระบาทร้างเปล่าอยู่ และบรรดาประตูเมืองก็ถูกไฟทําลายเสีย” (3) เมื่อท่านตอบแล้ว พระราชาถามต่อไปว่า “เจ้า ต้องการอะไร?” ข้าพเจ้าอธิษฐานต่อพระเจ้า แห่งฟ้าสวรรค์….

เนหะมีย์เลือกที่จะเริ่มด้วยการอธิษฐานเป็นเวลาถึง 4 เดือนเมื่อท่านมีภาระใจในการรับใช้ (ในการรวบรวมประชาชนของพระเจ้าอีกครั้ง) และเนหะมีย์เลือกอธิษฐานเมื่อท่านอยู่ในสถานการณ์ที่สําคัญมาก เพื่อการทูลเรื่องความปรารถนาของท่านต่อพระราชา การมีภาระใจในการรับใช้ของเนหะมีย์ ท่านไม่ได้โดดเดี่ยว ท่านมีพระเจ้าผู้ทรงรับฟังคําอธิษฐานเสมอ ไม่มีสิ่งใดที่ฉุกเฉินเกินกว่าที่พระเจ้าจะทรงช่วยเหลือได้

พี่น้องเลือกทําสิ่งใดเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่น่ากลัวหรือตกอยู่ในสภาพทุกข์ใจหรือไม่ มีภาระใจแต่ก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไรดี หรือเคยกลัวสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการรับใช้พระเจ้าไหม? กลัวในงานที่เรามีภาระใจ (พระเจ้ามอบหมายให้เราทํา) ให้เราเริ่มด้วยการอธิษฐาน ภาระใจนี้มาจากพระเจ้า พระองค์ทรงพร้อมเคียงข้างและฟังคําอธิษฐานของเราในทุกสถานการณ์

b. ร้องทูลพระเจ้าพร้อมวางแผนอย่างดี

เมื่อเผชิญงานยาก คําว่าพึ่งพระเจ้า หลายครั้งเป็นเหมือนคําหรูที่คริสเตียนใช้เมื่อ “ถอดใจ” รู้สึกว่าบางสิ่งเริ่มยากเกินไป หรือรู้สึกไกลเกินเอื้อม หรือแม้แต่เป็นข้ออ้างที่จะไม่พยายาม แต่เนหะมีย์ไม่ได้คิดเช่นนั้น หลังจากที่พระราชาตรัสถามเนหะมีย์ว่า “เจ้าต้องการอะไร” คําถามนี้เป็นโอกาสสําคัญของเนหะมีย์ ท่านไม่ลืมที่จะอธิษฐาน และคําตอบของท่านไม่ธรรมดาเลย

คําตอบแรก “ขอทรงส่งข้าพระบาทไปยังยูดาห์ ยังเมืองอันเป็นที่ฝังศพบรรพบุรุษของข้าพระบาท เพื่อข้าพระบาทจะสร้างขึ้นใหม่” พระราชาตรัสถามต่อไปว่า “เจ้าจะไปนานสักเท่าใด? เมื่อไรเจ้าจะกลับมา?” “ข้าพเจ้าก็กําหนดเวลาทูลพระองค์ทรงทราบ” (นหม.2.5-6) เนหะมีย์รู้ดีว่าท่านต้องการอะไร ท่านต้องทิ้งงานเชิญถ้วยเหล้าองุ่นให้พระราชา ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ต้องไว้ใจมาก กษัตริย์ต้องหาคนรับหน้าที่แทน ซึ่งต้องตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการลอบปลงพระชนม์ ท่านขอกลับไปเพื่อสร้างเมือง ซึ่งไม่มีเหตุผลใดที่กษัตริย์จะปล่อยเชลยไปสร้างเมือง เมื่อพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นอาจกลับมาทําลายศัตรูได้ ซึ่งอารทาเซอร์ซีสก็เคยปฏิเสธมาแล้ว

คําตอบที่สอง “ถ้าพระราชาพอพระทัย ขอโปรดมีพระราชสารให้ข้าพระบาทนําไปถึงบรรดาผู้ว่าราชการมณฑลฟากตะวันตกของแม่น้ํายูเฟรติส เพื่อพวกเขาจะอนุญาตให้ข้าพระบาทผ่านไปจนข้าพระบาทไปถึงยูดาห์” (นหม.2:7) เนหะมีย์คํานวณมาแล้วว่าการเดินทางกลับไปเยรูซาเล็มในฐานะของเชลยอย่างท่านยากลําบากเพียงใด และมีอุปสรรคใดบ้างที่จะทําให้ภารกิจของท่านไม่สําเร็จ ท่านจึงขอพระราชสาร

คําตอบที่สาม “พระราชสารถึงอาสาฟเจ้าพนักงานป่าไม้หลวง เพื่อเขาจะได้ให้ไม้แก่ข้าพระบาทสําหรับวงกบประตู ป้อมยามของพระนิเวศ และกําแพงเมือง และสําหรับบ้านที่ข้าพระบาทจะได้เข้าอาศัย” (นหม.2:8) เนหะมีย์ได้วางแผนแล้วว่าท่านต้องใช้สิ่งใดสําหรับการสร้างกําแพงบ้าง และท่านรู้ด้วยว่าจะต้องขอจากใคร เนหะมีย์เตรียมตัวอย่างดีเพื่องานของพระเจ้าจะสําเร็จ

การพึ่งพระเจ้าจึงไม่ใช่การอธิษฐานอย่างเดียว แล้วนั่งรอการอัศจรรย์ ให้พระเจ้าทรงดําเนินการในส่วนที่เหลือโดยที่ไม่คิดไม่วางแผน เนหะมีย์เป็นแบบอย่างที่ดีในการพึ่งพาพระเจ้า และวางแผนอย่างดีที่สุด เพื่อให้ภาระใจที่ท่านมีสําเร็จ พระเจ้าทรงรับรองในส่วนที่เกินสติปัญญาและความสามารถของเรา วันนี้พระเจ้าทรงใส่ภาระใจให้เราในด้านใด เราใช้เวลาวางแผนทําอะไรบ้างเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายให้ได้อย่างดีที่สุด

ดังนั้น การพึ่งพระเจ้าหมายถึง การที่เรามีภาระใจ มองและคิดอย่างรอบคอบ และตระหนักเสมอว่า เราไม่สามารถทํางานรับใช้สําเร็จด้วยมือเรา เพราะงานรับใช้ยิ่งใหญ่กว่าความรู้ความสามารถของเรา ซึ่งพระเจ้าเท่านั้นที่ทรงเรียกและทรงนําให้งานสําเร็จได้

II. ร่วมกันรับใช้ (9-18)

การร่วมมือร่วมใจสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นได้ทันที ไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เราเคยมีประสบการณ์หรือไม่ เมื่อเรามีภาระใจแต่คนอื่นไม่มี เราตื่นเต้นในการรับใช้แต่คนอื่นเฉย ๆ เราอยากชวนคนรับใช้ แต่เขาไม่สนใจ เนหะมีย์ให้แนวคิดการแบ่งปันภาระใจเพื่อให้มีผู้ร่วมรับใช้มากขึ้น เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะสร้างกําแพงเมืองคนเดียว เนหะมีย์ทําอย่างไร?

a. สํารวจ (เรียนรู้จักปัญหา) (นหม.2:9-16)

เมื่อเนหะมีย์เดินทางถึงเยรูซาเล็มแล้ว ท่านพักอยู่ 3 วันแล้วเริ่มงานเลย แม้ท่านต้องการคนช่วยสร้างกําแพงเมือง แต่ท่านไม่ได้รีบไปหาคนทันที ท่านรีบไปดูสถานที่ก่อนว่าเป็นจริงตามที่ได้ยินมาหรือไม่

ผู้เขียนเน้นรายละเอียดการสํารวจของเนหะมีย์ สิ่งแรกคือ ท่านสํารวจกลางคืน ซึ่งพระคัมภีร์เน้นถึง 3 ครั้ง ภาพตอนกลางคืนสําคัญอย่างไร? ไม่อยากให้ใครรู้ แต่น่าจะเดินทางลําบาก สิ่งที่สอง ท่านไปกับชายบางคน และไม่บอกให้ใครทราบเรื่องพระเจ้าดลใจ ท่านยังไม่รีบร้อนแบ่งปันกับใคร สิ่งที่สาม ท่านไม่ได้นําสัตว์อื่นไปด้วย การสํารวจของเนหะมีย์เป็นไปอย่างลับ ๆ ส่วนหนึ่งท่านต้องการรอเวลาที่เหมาะสมในการเปิดเผยข้อมูล อีกส่วนหนึ่งคือ มีศัตรูคอยขัดขวาง การทํางานของท่านอยู่ สิ่งที่สี่ การบันทึก เน้นสถานที่ ประตูหุบเขาถึงบ่อสุนัขจิ้งจอก ประตูกองขยะ ประตู น้ําพุถึงสระหลวง ท่านสํารวจกําแพงที่พังครบทุกจุด ส่วนที่เดินทางลําบากคือหุบเขาขิดโรนซึ่งกําแพงพัง ลงไปจึงอันตรายไม่สามารถผ่านได้ สุดท้ายจบด้วย พวกเจ้าหน้าที่ก็ไม่ทราบว่าข้าพเจ้าไปไหน ถ้าเปรียบกับยุคนี้ เนหะมีย์ทํางานเงียบๆ ไม่ลงสื่อโซเชียล เพื่อเรียนรู้จักปัญหาด้วยตัวเองก่อน แก้ไขปัญหา ท่านไม่ได้ฟังจากคนอื่นเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ให้คนอื่นชี้นํา เพราะการรู้ปัญหาจริงเป็นสิ่งสําคัญของความสําเร็จ

แน่นอนว่าหลังจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 วิถีชีวิต วิถีคริสตจักรเปลี่ยนไป เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงของคริสตจักรยุคหลังโควิดจริง ๆ ไหม? มีปัญหาใดที่ต้องแก้ไขบ้าง? คริสเตียนต้องระมัดระวังในข่าวสารที่รับรู้ และพยายามเข้าถึงความจริงให้ได้มากที่สุด ในโลกโซเชียลไม่ได้ให้ข้อมูลความจริง สํารวจให้รู้จริงได้อย่างน้อย 2 แง่มุม

สํารวจชีวิตของตนเอง ใช้เวลาหยุดพัก และใคร่ครวญว่ามีสิ่งใดในชีวิตที่ “ปรักหักพัง” อยู่หรือไม่ ปัญหาทางด้านสุขภาพ ความเครียดจากการเสพสื่อต่าง ๆ ปัญหาเศรษฐกิจ และการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต ทําให้ชีวิตถูกกัดกินอย่างไม่รู้ตัวจนเกินแก้ไข ขอการฟื้นฟู การรักษา และสร้างใหม่จากพระองค์ การสํารวจตนเองนั้น รวมไปถึงการสํารวจสุขภาพจิตวิญญาณด้วย การศึกษาพระวจนะ เป็นงานที่สําคัญและเป็นงานเงียบ ๆ ใช้เวลา ใช้การลงทุนสูงเช่นเดียวกัน ขอบคุณพระเจ้าที่ในปัจจุบัน มีหลักสูตรศึกษาพระคัมภีร์มากมายที่พี่น้องสามารถเลือกเรียนได้

สํารวจคริสตจักร ช่วงเวลาที่ผ่านมา พันธกิจคริสตจักรพบเจอกับความ “ฉุกละหุก” หลายประการ เช่น การนมัสการที่เปิดที่คริสตจักรบ้าง ออนไลน์บ้าง การเลี้ยงดูสมาชิกไม่สามารถทําได้อย่างเต็มที่ ลองสํารวจดู เราจะพบบางสิ่งที่ต้องร่วมมือกันสร้างใหม่ ทั้งพันธกิจ และที่สําคัญคือการสร้างคนซึ่งเป็นงานที่ต้องลงทุน ลงแรง ลงเวลา เพื่อให้ได้คนรุ่นต่อไปสําหรับคริสตจักรในอนาคต

b. แบ่งปันภาระใจ (นหม.2:17-18)

เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เนหะมีย์แบ่งปันภาระใจ พูดตรงประเด็นให้ประชากรเห็นปัญหาความทุกข์ยากลําบาก เยรูซาเล็มปรักหักพัง บรรดาประตูเมืองถูกไฟไหม้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกทําลายมาแล้ว 80 ปี ผู้คนใช้ชีวิตอย่างหดหูมา 80 ปี คงมี 2 ความคิดคือจมอยู่กับความหดหู่ต่อไป หรือลุกขึ้นสร้างใหม่

ปัญหาในปัจจุบันคืออะไร? พี่น้องต่างยากลําบากด้วยปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาวัยรุ่น (generation gap) ปัญหาครอบครัวแตกแยก ปัญหา LGBTQ+ คริสตจักรไม่ได้มีคําตอบ? ปัญหาเหล่านี้ เราไม่สามารถโยนให้ศิษยาภิบาลแก้ปัญหาได้ การรวมใจเป็นสิ่งสําคัญ สิ่งแรกที่ควรแบ่งปันคือ ความจริงจากการสํารวจ สิ่งที่สอง เนหะมีย์กล่าวถึงความอับอายซึ่งไม่เพียงแค่ประชากรอับอาย พระเจ้าก็เสียพระเกียรติเช่นกัน และสุดท้าย เนหะมีย์กล่าวถึงสิ่งที่สําคัญที่สุดคือ “บอกพวกเขาถึง การที่พระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่กับข้าพเจ้าเพื่อให้เกิดผลดี” (นหม.2:18) เนหะมีย์เล่าถึงการรับรองของพระเจ้าในงานที่ทํา และยืนยันว่าพระหัตถ์ของพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย

ดังนั้น การร่วมกันรับใช้ ผู้ที่มีภาระใจจําเป็นต้องอุทิศตัว ใช้เวลาสํารวจความจริง แล้วจึงถ่ายทอดความจริงให้แก่ผู้ที่ร่วมรับใช้พร้อมแบ่งปันความจริงอย่างจริงใจ พร้อมแบ่งปันถึงพระหัตถ์ของพระเจ้าที่ทรงครอบครองอยู่เหนืองานรับใช้ที่ทํา เพื่อทุกคนจะมีกําลังใจในการรับใช้ในแต่ละงานจนสําเร็จ

จากการที่เนหะมีย์ร้องทูลต่อพระเจ้าและรวมใจผู้คนในการรับใช้ด้วยแผนการที่วางไว้อย่างถี่ถ้วน และด้วยการช่วยเหลือโดยพระหัตถ์ของพระเจ้า เนหะมีย์ 3 เราได้เห็นภาพความประทับใจที่ทุกคน ทุกครอบครัว ต่างร่วมแรงร่วมใจกันทํางานอย่างแข็งขันในงานของตนเองอย่างเต็มที่และเป็นระบบ ตามที่พวกเขาได้กล่าวไว้ว่า “ให้เราลุกขึ้นสร้างเถิด” เขาก็ลงมือทําการดีนั้นอย่างขันแข็ง”

ขอหนุนใจพี่น้องทุกท่าน ในขณะที่สถานการณ์ สภาพเศรษฐกิจ สังคม คริสตจักรกําลังเปลี่ยนแปลงไป “ให้เราลุกขึ้นสร้างเถิด”


** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ สุขภาวะที่ดีของการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ หน้า 42-46