คุณภาพการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ ด้านการประเมินและฟื้นฟู

สถาบันพระคริสตธรรมมีวงจรชีวิตองค์กร (Organizational Life-cycles) เช่นเดียวกับองค์กรทั่วไป ในช่วงแรกของสถาบันศาสนศาสตร์สามารถดําเนินงานไปได้แม้มีทรัพยากรที่จํากัด ทุก ๆ คนมีพลังและทุ่มเทให้กับงานสอนและงานบริหารอย่างมีความสุข สิ่งที่จําเป็นมากที่สุดในช่วงนี้คือ การรวมพลังเพื่อจัดระบบในส่วนต่าง ๆ เข้าด้วยกัน

เมื่อสถาบันก้าวไปสู่การเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ทางสถาบันก็มีความมั่นคงและเป็นที่ยอมรับ มีบุคลากรด้านวิชาการที่พร้อม ฝ่ายบริหารนําองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีนักศึกษาที่มีคุณภาพ มีสถานะการเงินเพียงพอ ซึ่งเป็นช่วงที่สถาบันฯ ต้องแน่ใจว่า จะไม่รู้สึกดีต่อความเติบโตจนหลับไปกับวัฒนธรรมดั้งเดิมของสถาบันฯ แล้วลืมพัฒนาต่อไป

ดังนั้น การประเมินและฟื้นฟูเป็นสิ่งที่ช่วยให้สถาบันฯ ไม่หยุดนิ่ง และสิ่งที่สําคัญที่สุดในการยืนยันความสามารถของสถาบันพระคริสตธรรม คือคุณภาพของผลผลิต คือบัณฑิตที่รับใช้พระเจ้า อยู่ในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียน ซึ่งการประเมินและการฟื้นฟู ควรดําเนินการประกอบกันหลายมิติ ทั้งระดับสถาบันฯ ระดับบุคลากร และระดับหลักสูตร

1. การฟื้นฟูสถาบันพระคริสตธรรม (The Renewal of Your Training)

มี 7 คําถามใหญ่ ๆ ต่อไปนี้ที่ควรถามเพื่อการประเมินเป็นกลุ่ม ทั้งบุคลากร อาจารย์ นักศึกษา ศิษย์เก่า คริสตจักรและองค์กรที่ใช้บัณฑิต

  • สิ่งใดที่ควรได้รับการรับรองและทําให้แข็งแกร่งขึ้น?
  • สิ่งใดที่เป็นจุดอ่อนและจําเป็นต้องได้รับการแก้ไข?
  • สิ่งใดที่เป็นจุดอ่อนและควรโยนทิ้งไปด้วยกัน?
  • สิ่งใดที่เราไม่ได้กําลังทําอยู่และควรที่จะได้รับการเริ่มทําใหม่

สถาบันศาสนศาสตร์ เช่น BIT จําเป็นต้องได้รับการรับรองมาตรฐานหลักสูตร เพื่อช่วยในการประเมินและพัฒนาพันธกิจในระดับนานาชาติ ซึ่ง BIT ได้รับการรับรองจาก Association for Theological Education in South East Asia (ATESEA) รวมทั้งจากรัฐบาลไทย โดยสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งเมื่อสถาบันฯ เตรียมข้อมูลสําหรับรับการตรวจจากหน่วยงานรับรองมาตรฐานหลักสูตร สถาบันถูกกระตุ้นให้ต้องประเมินภาพรวมตนเอง เพื่อจัดทํารายงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง จากนั้นคณะกรรมการประเมินคุณภาพจะมาดูสภาพจริงของสถาบันฯ ประกอบกับข้อมูลที่ได้รับในรายงาน การประเมินจากภายนอกนั้นมีส่วนช่วยอย่างมากในการยืนยันการประเมินภายในสถาบันที่มีการรายงานและข้อเสนอแนะต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สําคัญที่สุดในการการยืนยันความสามารถในการพัฒนาผู้นําคือคุณภาพของผลผลิตคือบัณฑิตที่รับใช้พระเจ้าอยู่ในคริสตจักรและองค์กรคริสเตียนนั่นเอง

2. การฟื้นฟูบุคลากร (The Renewal of Your People: Why)

มีเหตุผลจํานวนมากว่า เหตุใดผู้นํา อาจารย์ และฝ่ายบริหารและเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการทั้งหมด สามารถหมดกําลังใจหรือเบื่อหน่ายกับการทํางานได้ ดังนี้

  • การเสียสละตนเอง ทุกคนจําเป็นต้องแบกกางเขนของตนเองและปฏิเสธความปรารถนาส่วนตัวในการติดตามพระเจ้า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เครียดน้อยกว่าการรับความรับผิดชอบและรับภาระในด้านการเป็นผู้นําและอาจารย์ ดังนั้น ราคาของการเป็นสาวกนี้จึงมีราคาสูง
  • ความโดดเดี่ยว เช่นเดียวกับเอลียาห์บ่นกับพระเจ้าว่า “ข้าพระองค์พอแล้ว” (1 พกศ.19:4) เอลียาห์กล่าวต่อว่า “ข้าพระองค์แต่ผู้เดียวเหลืออยู่” (1 พ.ศ. 19:10) แม้ว่าเอลียาห์ไม่ได้เป็นเพียงผู้เดียวที่เหลืออยู่ แต่ท่านรู้สึกแบบนั้นจริง ๆ ในสถาบันพระคริสตธรรม มีคนจํานวนมากที่พระเจ้าก็ได้ใช้พวกเขาอย่างมากเช่นเดียวกับเอลียาห์ และทุกคนก็สามารถรู้สึกโดดเดี่ยวมาก หรือเหนื่อยมากจนทําให้เราท้อแท้และอยากจะล้มเลิกในที่สุด
  • การวิจารณ์ การถูกปฏิเสธ และศัตรู บุคลากรในสถาบันฯ ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกอิจฉา เพราะคนจะไม่จดจําสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในเวลายาวนาน และการตัดสินความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยมาก ๆ ก็เป็นประเด็นที่สามารถบีบให้คน ๆ นั้นต้องลาออก เช่นเดียวกับประชาชนต้อนรับโมเสสอย่างกระตือรือร้นเมื่อเขาถูกส่งเข้าไปเพื่อปลดปล่อยประชาชน แต่จากนั้นไม่นานประชาชนก็สร้างรูปปั้นวัวทองคําขึ้น และก็โวยวายเกี่ยวกับอาหารและน้ํา พวกผู้นําบางคนและพี่น้องของโมเสสยังท้าทาย ถึงความเป็นผู้นําของเขา
  • ความเหน็ดเหนื่อย โมเสสบ่นต่อพระเจ้าว่า “ไฉนพระองค์จึงให้ผู้รับใช้ของพระองค์ยากเย็นเช่นนี้” (กดว.11:11, 14-15) มันอาจจะไม่สนุกในการนําชาวอิสราเอลผ่านทะเลทรายไปได้ มีอะไรหลาย ๆ อย่างให้ต้องทําและคนเหล่านั้นดื้อมากด้วย นั่นคือความจริงของสถาบันพระคริสตธรรมส่วนใหญ่เช่นกัน จะมีงานค่อนข้างมากที่จะต้องทําตลอดเวลา บ่อยครั้งก็ต้องทํางานกับคนที่ยาก ดังนั้น บุคลากรสามารถไปถึงจุดที่หมดสิ้นพลังงานได้
  • ความกดดันและความสับสน เราก็อาจจะรู้สึกหมดหวังเช่นเดียวกันในขณะที่เราพยายามที่จะทําในสิ่งที่รู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้ให้สําเร็จ และก็ไม่ได้เพียงแค่ปัญหาด้านการเงินสนับสนุน ยังมีปัญหาด้านทรัพยากรมนุษย์ที่ต้องแก้ไข เราก็อาจจะต้องทํางานกับผู้ที่มีบุคลิกที่แข็งกร้าว พร้อมนําสู่ความขัดแย้งทุกเมื่อ
  • การขาดความท้าทาย ในบางครั้งบุคลากรรู้สึกว่าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย และก็ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนด้วย ไม่มีใครอยากจะลองอะไรใหม่ ๆ และก็ไม่มีแนวคิดใหม่ ๆ มานําเสนอด้วย ดังนั้นการทํางานตามตารางจึงกลายเป็นสิ่งน่าเบื่อ
  • ความกดดันจากการทดลองและความล้มเหลว แม้พระคัมภีร์จะบอกว่า “เราทุกคนทําบาปและเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า” (รม.3:23) แต่บ่อยครั้งเรารับไม่ได้กับความผิดพลาด ผู้คนในปัจจุบันกลับไม่อยากให้ผู้นําของพวกเขามีตําหนิ ซึ่งเป็นความกดดันในการทําตัวให้ดูเหมือนว่าดีกว่าความเป็นจริง ดังนั้น พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะย้ายไปเติบโตที่อื่นแทนที่จะอยู่ที่เดิม

3. ฟื้นฟูคนของคุณอย่างไร? (The Renewal of Your People: How?)

  • เราได้รับการฟื้นฟูผ่านทางนิมิต การฟื้นฟูจะเริ่มขึ้นพร้อมกับการได้ยืนยันถึงสิ่งที่เราใช้ชีวิต เพื่อนิมิตและวัตถุประสงค์ของสถาบันฯ อย่างสม่ําเสมอ เพื่อให้เห็นถึงความสําคัญที่พันธกิจมีเพื่อการดีแห่งแผ่นดินของพระเจ้าจากสิ่งที่พวกเขากําลังทําการขัดเกลานักศึกษาอยู่ด้วยกัน ให้มีทิศทางที่เหมาะต่อการสอนนักศึกษา เพื่อออกไปทําพันธกิจที่พระเจ้า
  • เราได้รับการฟื้นฟูในขณะที่เราทํางานร่วมกันเป็นทีม การฟื้นฟูที่จะค้นพบและเฉลิมฉลอง ความสามารถและประสบการณ์ของผู้ที่พระเจ้าได้นํามาอยู่ร่วมกัน มันคุ้มค่าที่จะฟังเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับคนเหล่านั้นที่พระเจ้าได้ถักทอให้มาร่วมทีมอย่างเจาะจง เป็นทีมที่มีความสามารถต่างกัน เพื่อฟื้นฟูจิตใจกันและกันและทําให้ประสิทธิภาพการทํางานมีมากขึ้น และสามารถทํางานร่วมกันได้อย่างมีความหวัง
  • เราได้รับการฟื้นฟูเมื่อทักษะของเราฟื้นฟู การฟื้นฟูทักษะของเรานั้นรวมไปถึงการลงทุนในการศึกษาต่อเนื่องทั้งในแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการด้วย และเราก็จะได้รับการท้าทายให้เปลี่ยงแปลงด้วยจากการทําการประเมินในทุกวิชาที่สอน เราสามารถได้รับการฟื้นฟูผ่านทางการประชุมสัมมนา การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ หรือรีทรีตบุคลากร หน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรแต่ละคน ควรรวมถึงการอ่านหนังสือและการวิจัยในสิ่งใหม่ ๆ การฟื้นฟูจะเกิดขึ้นเมื่อทุกคนได้เรียนรู้ในการทําสิ่งที่ได้รับการทรงเรียกได้ดีขึ้น
  • เราได้รับการฟื้นฟูผ่านทางการพัก ทุกคนจะได้รับการฟื้นฟูประจําวันอยู่แล้ว ในขณะที่เอลียาห์หนีสุดชีวิตจากเยเซเบล การฟื้นฟูของเขาก็ได้เริ่มขึ้นด้วยเวลานอนที่ยาวนานขึ้น การทานอาหารที่เหมาะสม จากนั้นเขาก็หนีไปอีก 40 วันเพื่อไปพบพระเจ้า เราทั้งหมดเองก็ต้องการการหยุดพักเป็นประจําเช่นกัน ทีมด้านการศึกษาของคุณควรได้รับการบังคับให้ไปพักผ่อนอย่างสม่ําเสมอ และมีความสุขในวันหยุดแต่ละสัปดาห์ด้วย และการจัดเตรียมปีหยุดพักสะบาโต หากสามารถทําได้ก็มีส่วนช่วยฟื้นฟูได้
  • เราได้รับการฟื้นฟูเมื่อเราได้รับการดูแล ทุกคนจะทํางานของตนเองได้ดีขึ้นถ้าครอบครัวของพวกเขาได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ โดยจะต้องมีที่พักอาศัย ค่ายา และเงินเดือนที่เหมาะสม แต่ทุกคนก็จะทํางานของตัวเองได้ดีขึ้นด้วยถ้าพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนที่ดีที่แต่ละคนดูแลซึ่งกันและกันและอธิษฐานเผื่อกัน ทั้งส่วนตัวและในที่สาธารณะ

4. การฟื้นฟูหลักสูตร

การเรียนรู้จากศิษย์เก่า

เราจําเป็นต้องไปเยี่ยมเยียนศิษย์เก่าของเราในที่ของพวกเขา รวมไปถึงหนุนใจให้เขากลับมาเยี่ยมสถาบันบ้างเป็นครั้งคราว เพราะพวกเขามีประสบการณ์ในหลักสูตรของเรามากกว่าคนอื่น ๆ เราจําเป็นที่จะต้องฟังข้อแนะนําและความกังวลต่อสถาบันของพวกเขา ด้วยคําถามที่เจาะจง

  • รายวิชาไหนที่เป็นประโยชน์ที่สุดในการเตรียมพวกเขาในเรื่องชีวิตและพันธกิจ?
  • รายวิชาไหนที่มีค่าน้อยที่สุด และเพราะเหตุใด?
  • รายวิชาไหนที่พวกเขาหวังว่าจะได้เรียนรู้หรือศึกษา แต่ก็ไม่ได้ทํา? และเราจะสามารถทํางานให้ดีขึ้นเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ๆ ให้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร?

การเรียนรู้จากผู้นําคริสตจักรหรือองค์กรคริสเตียนที่ส่งนักศึกษามาให้เรา

เนื่องจากผู้นําคริสตจักรหรือองค์กรคริสเตียนเป็นผู้ใช้ผลผลิตของสถาบันฯ ดังนั้น เราจึงจําเป็นต้องฟังคําชื่นชมคําร้องเรียน และคําแนะนําต่าง ๆ ของพวกเขาเกี่ยวกับสิ่งที่เราเป็นและสิ่งที่เรากําลัง ทําอยู่ โดยมีเรื่องพื้นฐานอยู่สองเรื่องที่เราต้องเรียนรู้จากพวกเขา ดังนี้

  • คริสตจักรหรือองค์กรคริสเตียนต้องการให้สถาบันพระคริสตธรรมเตรียมความพร้อมผู้เรียนถึงระดับใด เพื่อตรงต่อความต้องการด้านพันธกิจอย่างแท้จริง? เช่น การเทศนา บริหารคริสตจักร ดนตรีคริสตจักร การคําปรึกษา การสร้างสาวก เป็นต้น
  • ศิษย์เก่าของเราเป็นเช่นไรเมื่อสําเร็จการศึกษา? เป็นผู้รับใช้หรือเปล่า? สามารถทํางานเป็นทีมเป็นหรือไม่? เป็นคนหยิ่งยโสหรือเปล่า? เต็มใจในการทํางานอย่างหนักในพันธกิจเบื้องหลังหรือเปล่า? เป็นนักวิชาการมากกว่าศิษยาภิบาลหรือเปล่า? หรือเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้นํารุ่นใหม่ได้หรือไม่?

การเรียนรู้จากนักศึกษาในเรื่องอาจารย์ของพวกเขา

การประเมินเมื่อเรียนแต่ละวิชาเรียนจบแล้ว ควรดําเนินการและนํามาพูดคุยตามหลักการกับคณบดีฝ่ายวิชาการเพื่อการพัฒนาอาจารย์ ซึ่งข้อมูลจากนักศึกษาจะเป็นประโยชน์ดังนี้

  • บุคลิกและทัศนคติ อาจารย์มีความถ่อมใจและเคารพนักศึกษา ตระหนักถึงความต้องการของนักศึกษาและสามารถมีเวลาให้กับพวกเขา มีความสมดุลทางด้านอารมณ์ มีความกระตือรือร้นมีการอุทิศตัว และเปิดใจต่อคําวิจารณ์หรือเปล่า?
  • การเตรียมตัวและสมรรถนะในด้านการสอน อาจารย์เข้าใจเนื้อหาทั้งหมด มีสื่อการสอนเพียงพอ เตรียมการสอนมาก่อนและมาตรงเวลา ให้คะแนนอย่างยุติธรรมและส่งงานกลับคืนในช่วงเวลาที่เหมาะสมหรือเปล่า?
  • วิธีการสอน มีการถ่ายทอดแนวคิดที่ชัดเจน มีการย้ําถึงสิ่งที่สําคัญ มีการใช้เวลาได้ดี มีการใช้เทคนิคการสอนหลากหลาย และมีการกระตุ้นให้มีปฏิสัมพันธ์หรือเปล่า? และมีการส่งเสริมแรงขับเคลื่อนในการทํางานเป็นกลุ่มที่ดี และมีการกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้หรือเปล่า?

การเรียนรู้จากนักศึกษาในเรื่องรายวิชาต่าง ๆ

3 คําถามปลายเปิดเหล่านี้จะเป็นประโยชน์สําหรับทุก ๆ วิชา คือ

  • เนื้อหาใดของรายวิชาที่ช่วยพวกเขาได้มากที่สุด?
  • เนื้อหาใดของรายวิชาที่สําคัญต่อพวกเขาน้อยที่สุด?
  • ข้อแนะนําอะไรที่พวกเขามีเพื่อทําให้รายวิชานี้ดีขึ้น?

การประเมินควรจะมีคําถามที่อนุญาตให้เราใคร่ควรญถึงความสําคัญในการรับรู้ว่านักศึกษาได้ประเมินเกี่ยวกับวิชาโดยตรง ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักที่ทําให้ต้องพิจารณา ดังนี้

  • รายวิชานี้สําเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์หรือไม่? เป้าหมายและวัตถุประสงค์เหล่านี้ ดูเหมาะสมกับรายวิชาอื่นที่มีการสอนอยู่หรือเปล่า?
  • รายวิชานี้ตอบสนองต่อความเป็นจริงของคริสตจักร และสังคม และรายวิชานี้ได้ให้องค์ความรู้ ทักษะ และตัวตนที่แท้จริงที่จําเป็นในการรับใช้ในคริสตจักรหรือที่อื่น ๆ แก่นักศึกษาหรือไม่?
  • รายวิชานี้ได้รับการออกแบบมาอย่างดีหรือไม่? (สมดุลระหว่างเนื้อหา สื่อการสอน และรายงาน)

การเรียนรู้จากอาจารย์เกี่ยวกับนักศึกษา

เป็นสิ่งที่ดีที่ในแต่ละปีอาจารย์จะใช้เวลาพูดคุยกันเกี่ยวกับนักศึกษาและอธิษฐานเผื่อพวกเขาร่วมกัน โดยคํานึงถึงคําถามเหล่านี้ เช่น มีนักศึกษาหรือประเด็นที่เป็นปัญหาพิเศษใด ๆ ที่ต้องให้ความสนใจหรือเปล่า? นักศึกษาเหล่านี้คุ้มค่าในการที่เราจะเฉลิมฉลองหรือเปล่า? และเราต้องทําอะไรเพื่อทําให้องค์กรนักศึกษาแข็งแกร่งขึ้น? เรื่องนี้ต้องไม่เป็นเรื่องที่นํามานินทากันในชุมชนของเรา แต่ร่วมกันป้องกันและแก้ไข เป้าหมายคือการสร้างชีวิตนักศึกษาที่จะเป็นผู้อภิบาลในอนาคต

การเรียนรู้จากอาจารย์เกี่ยวกับตนเอง

เราสามารถให้อาจารย์ทําเอกสารการประเมินตนเองเพื่อให้พวกเขาคิดสะท้อนถึงตนเองและเพื่อนร่วมงาน ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเขียนนั้นต้องเป็นความลับ แต่วิธีนี้ควรได้รับการอภิปรายกับคณบดี ฝ่ายวิชาการ หรือเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมคณาจารย์ โดยสามารถใช้คําถามด้านล่างนี้ได้ เช่น

  • รายวิชาของฉันสอดคล้องกับรายวิชาอื่น ๆ ของหลักสูตรอย่างไร?
  • มีสิ่งใดที่ฉันจําเป็นต้องรู้เพิ่มเติมเพื่อที่จะสอนรายวิชาของฉันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น?
  • ฉันจะสามารถมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นในวิธการสอนของฉันได้อย่างไร?
  • ความสัมพันธ์ของฉันต่อเพื่อนร่วมงาน นักศึกษา และฝ่ายบริหารเป็นอย่างไร?
  • มีอะไรที่อาจจะช่วยทําให้ทีมผู้สอนที่ฉันเป็นส่วนหนึ่งอยู่เข้มแข็งขึ้นได้?

สุดท้าย เฉลิมฉลองในสิ่งที่พระเจ้าทรงกําลังทํา และฝันเกี่ยวกับสิ่งที่อยากจะเป็นด้วยการอธิษฐาน ให้คุณคิดตามสภาพจริงเกี่ยวกับสิ่งที่จําเป็นต้องรักษาไว้ ต้องแก้ไข ต้องทิ้งไป หรือต้องเพิ่มเข้ามา แผนกลยุทธ์ควรผ่านการอธิษฐานอย่างรอบคอบพร้อมกับทุนในด้านสิ่งอํานวยความสะดวกที่เพียงพอจะทําให้หลักสูตร คณาจารย์ และทีมบริหารสามารถขัดเกลานักศึกษาที่แท้จริง เพื่อพันธกิจที่พระเจ้าทรงมีไว้ให้กับพวกเขาได้ ขอพระเจ้าอวยพรให้อีกหลายคนได้เห็นความเป็น
เลิศของสถาบันพระคริสตธรรม และร่วมกันสรรเสริญพระเจ้า


* ดัดแปลงจากบทความบทที่ 12 “Excellence in Evaluation and Renewal from Steve A. Hardy, Excellence in Theological Education (Sri Lanka: Lanka Bible College & Seminary, 2006)

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ สุขภาวะที่ดีของการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ หน้า 47-52