เมื่อทรงพลิกชีวิต

โดย ว่าที่ ร.ต. ขชลธนัท รักสอน | นักศึกษา M.Div. ชั้นปีที่ 2

ผมขอขอบคุณพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใดที่ให้ผมได้มีโอกาสแบ่งปันคําพยานลงสารผู้เลี้ยงของ BIT สถาบัน BIT ได้สานฝันของผมให้เป็นจริงขึ้นมาแล้ว เพราะผมมีฝันที่อยากจะเขียนหนังสือหรือบทความลงสื่อเล่มใดเล่มหนึ่ง ซึ่ง BIT คือที่แรกที่ผมได้ทําเช่นนั้น ผมเป็นเด็กคนหนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ไม่เป็นคริสเตียน ผมเริ่มรู้จักเรื่องราวของพระเจ้าผ่านทางคริสตจักรที่ผมได้มีโอกาสมาเรียนพิเศษในวันเสาร์ นั่นก็คือคริสตจักรคลองเตย (สุขุมวิท 93) ผมได้ยินได้ฟังเรื่องราวของพระเจ้าประดุจเด็กรวีฯ คนหนึ่งมาตั้งแต่ผมอายุ 9 ปี แต่ผมก็ไม่ได้เชื่อ แถมยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องไร้สาระด้วยซ้ํา ครอบครัวของผมได้เน้นย้ํากับผมมาโดยตลอดว่า “มาเอาวิชาอย่างเดียวนะลูก ศาสนาไม่ต้องเอามา” ผมเลยจําฝังใจในคําพูดนี้มาโดยตลอดจนกระทั่งถึงวัยมัธยมต้นผมได้ห่างเหินออกจากคริสตจักรไป เนื่องด้วยสังคมในโรงเรียนมัธยมมันช่างดูน่าสนุกกว่าการมาคริสตจักร และการเรียนพิเศษที่คริสตจักรเริ่มจะไม่ตอบโจทย์ระบบการศึกษาในวัยมัธยมของผม

จุดพลิกผันแรกที่ทําให้ผมรู้สึกว่าคริสตจักรดีต่อผมนั่นก็คือตอนมัธยมปลาย ผมเองได้มีโอกาสเข้าร่วมประกวดเล่นดนตรีของโรงเรียน ผมมีโอกาสเข้ารอบชิงชนะเลิศ ซึ่งในการประกวดรอบชิงชนะเลิศนี้จะต้องเตรียมเพลงเพื่อทําการแสดงหน้าเสาธง 1 บทเพลง ซึ่งผมไม่รู้จะทําอย่างไรดี เพราะในเวลานั้นความสามารถในดนตรีของผมมีไม่มากพอที่จะทําให้ผู้ชมประทับใจได้ ผมเลยนึกขึ้นมาได้ว่าคริสตจักรอาจจะช่วยผมได้ในเรื่องนี้ ผมไม่รอช้าที่จะทักไปหาพี่คนหนึ่งซึ่งตอนที่เรารู้จักกันนั้น ท่านเป็นนักศึกษาฝึกงานของ BIT แต่ ณ ปัจจุบันท่านเป็นอาจารย์ประจําอยู่ที่คริสตจักร บุคคลที่ถูกกล่าวถึงนี้ไม่ใช่ใครอื่นท่านนั้นก็คือ ศจ.กําชัย อุทัยแสนปรีดา หรือที่ผมมักจะเรียกติดปาก ว่า “พี่ทู” ท่านเป็นอาจารย์สอนกีต้าร์คนที่ 2 ของผมและเป็นอาจารย์ที่สนับสนุนผมในเรื่องของการเล่นดนตรีมาตั้งแต่ผมยังเล่นไม่เป็นเพลงจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ท่านมีบทบาทในชีวิตผมเป็นอย่างมาก หากเปรียบผมเป็นเรือท่านผู้นี้ก็คือหางเสือของเรือลํานี้เลยก็ว่าได้ ท่านเป็นคนที่พาผมรับเชื่อและตอบข้อสงสัยในเรื่องชีวิตคริสเตียนให้ผมมาโดยตลอด วันที่ผมเลือกปรึกษาท่านในเรื่องของการประกวดดนตรี ผมรู้สึกได้ถึงความหวังดีลึก ๆ ในใจของท่าน โดยปกติแล้วการสอนดนตรีมักจะมีค่าใช้จ่าย แต่ทุกครั้งที่ผมกลับมายังคริสตจักร คริสตจักรมีแต่ให้กับให้กับผม คริสตจักรไม่เคยเรียกร้องสิ่งใดจากผมเลย จุดนี้จึงเป็นจุดที่ทําให้ผมอยากเรียนรู้จักชีวิตคริสเตียนเพิ่มขึ้นโดยผมเฝ้ามองอยู่ตลอดผ่านทางชีวิตของพี่ทู

ผมเองไม่ได้รับการสร้างจากคริสตจักรที่เดียวเท่านั้น หลังจากที่ผมกลับใจมาเป็นคริสเตียนในช่วงปี 2 ของการเรียนปริญญาตรีหรือประมาณอายุ 19 ปี ผมได้มีโอกาสไปค่ายของสมาคมนักศึกษาคริสเตียนไทย (นคท.) ค่ายนี้เปลี่ยนแปลงชีวิตผมเป็นอย่างมาก ผมได้มีโอกาสรู้จักเพื่อนในวัยใกล้กัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดมุมมองทัศนคติต่าง ๆ ซึ่งทําให้ผมเปิดโลกชีวิตคริสเตียนเลยก็ว่าได้ สิ่งที่ทําให้ผมดีใจที่สุดและผมอยากจะขอบคุณท่านด้วยก็คือเลขาธิการคนปัจจุบันของ นคท. หรือก็คือ คุณอนุชา ขอบปี ที่ใครหลายคนรู้จักเขาในนามว่า “พี่อู๋” ท่านผู้นี้ได้ให้คําแนะนําเกี่ยวกับการถวายตัวรับใช้พระเจ้ากับผมว่า ผมควรไปทํางานข้างนอกโดยให้เหตุผลว่า การที่ผมทํางานข้างนอก ผมจะได้เรียนรู้ชีวิตของคนทั่วไป แล้วเมื่อผมกลับเข้ามายังคริสตจักร การสอนของเราจะตอบโจทย์ผู้ฟังได้ดีกว่าการที่เราไม่ได้มีประสบการณ์การทํางานมาก่อน สิ่งนี้ทําให้ผมฉุกคิดและเลือกที่จะทําตามคําแนะนําของพี่อู๋ หากวันนั้นผมไม่เชื่อพี่ ผมคิดว่าวันนี้ผมคงขาดประสบการณ์ในการเป็นวิศวกรและไม่สามารถนํามาปรับใช้ได้จนถึงทุกวันนี้

ผมเรียนจบวิศวโยธาและได้ทํางานอยู่ประมาณ 1 ปีก่อนที่จะตัดสินใจลาออกมารับใช้พระเจ้าเต็มเวลา ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าก่อนหน้าที่จะตัดสินใจทํางานเป็นวิศวกร ผมมีความมั่นใจและศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะรับใช้พระเจ้าเต็มเวลา แต่พอผมได้เข้าสู่วงการวิศวะอย่างเต็มตัว ผมกลับมีอีกความคิดที่เข้ามาก็คือ ผมอยากจะเป็นผู้อารักขามากกว่า ผมไม่อยากทิ้งงานนี้ ผมสนุกกับงานนี้ รายได้ก็ดี เพื่อนร่วมงานก็ยอดเยี่ยม แถมผมยังสามารถมีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่ใครเขาก็มีกันได้โดยไม่ต้องคิดมาก แต่ถ้าผมลาออกมารับใช้พระเจ้าแน่นอนว่าอะไรหลายอย่างผมจะไม่มีเหมือนคนอื่นอย่างแน่นอน

พอคิดแบบนั้นผมก็ลังเลใจและไม่อยากลาออก แต่แน่นอนครับพระเจ้าทรงเรียกใครแล้ว พระองค์ไม่เคยที่จะเรียกผิด และผู้ที่ถูกเรียกก็มักจะฝืนการทรงเรียกไม่ได้ ผมใช้เวลาอยู่ประมาณ 4 เดือนด้วยกันที่คิดใคร่ครวญในเรื่องนี้ว่าจริงหรือ? นี่คือเสียงเรียกจริง ๆ ใช่ไหม? ความรู้สึกลึก ๆ ข้างในมันคืออะไรกันแน่ ผมเต็มไปด้วยคําถามมากมาย และตัวผมเองนี้ไม่เคยร้องไห้ให้กับอะไรง่ายๆ แต่ 2 เดือนก่อนที่ผมจะลาออกจากงานนั้น น้ําตาลูกผู้ชายกลับไหลออกมาเพียงเพราะว่าไม่อยากที่จะลาออก และนี่เองคือจุดพลิกผันครั้งที่ 2 ของผม

ผมเริ่มมั่นใจมากขึ้นแล้วว่าพระเจ้าเรียกให้ผมรับใช้เต็มเวลา ในช่วงเวลาที่ผมกําลังตัดสินใจอยู่นั้นผมได้มีโอกาสไปยังประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากมีการอบรมดนตรีคริสตจักร ทางภาค 7 ได้ส่งผมและคณะไปร่วมอบรม ในช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่นั่น ผมยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่าพระเจ้าเรียกผมจริง ๆ พระองค์มีแผนการสําหรับผมซึ่งแผนที่ผมวางไว้มันไม่ถูกทาง และทางที่พระเจ้าอยากให้ผมเดินนั้น ไม่ใช่เส้นทางวิศวกร แต่เป็นเส้นทางผู้รับใช้ต่างหาก พระเจ้าได้จัดเตรียมผมมาตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก จนกระทั่งผมโตพอที่จะเลือกทางเดินของผมเองได้

ผมอยากจะเล่าอีกเรื่องหนึ่งให้ผู้อ่านทุกคนได้อ่านกันนั้นก็คือ ผมกลัวการมาเรียนที่ BIT ครับ เพราะผมมีชีวิตที่รู้สึกว่าบาปหนาเหลือเกิน ผมกลัวว่าการมาเรียนที่นี่ของผม จะนําความเสื่อมเสียมายังสถาบัน และเป็นการขายหน้าคริสตจักร ผมรู้สึกว่า BIT คือสถาบันอันทรงเกียรติ หลายท่านที่จบจากสถาบันแห่งนี้ก็เป็นผู้รับใช้ที่ดี หลังจากที่ผมตัดสินใจทํางานในคริสตจักรแล้ว ก็มีคณะธรรมกิจบางท่านและอาจารย์บางคนหนุนใจให้ผมมาเรียนที่นี่ ผมตัดสินใจหนีจากการมาเรียนที่ BIT อยู่ประมาณ 3 ปีด้วยกัน แต่แล้วผมได้ใคร่ครวญกับตัวเองว่า การที่ผมมีใจเพียงอย่างเดียว การรับใช้ของผมมันก็เดินหน้าได้ แต่ได้เพียงแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น เมื่อผมฉุกคิดเช่นนั้นได้ผมเลย ตัดสินใจที่จะเรียนพระคัมภีร์

ในส่วนที่ว่า BIT ให้อะไรผมบ้างนั้น ผมขอยกคําพูดของท่าน ศจ.ดร.วิริยะ ทิพยวรการกูร ในวันปฐมนิเทศปีการศึกษา 2022 นะครับ ท่านกล่าวว่า “BIT เป็นสถาบันที่ผลิตผู้รับใช้โดยใช้หลักของ Head Heart Hand ซึ่งจุดเด่นของ BIT คือ Head แต่จุดอ่อนคือ Hand และจุดที่สร้างยากที่สุดคือ Heart” ผมก็ได้รับในสิ่งที่ท่านอาจารย์วิริยะได้พูดมาทั้งหมดครับ เรื่องวิชาการของ BIT ถือได้ว่าแน่นจริง ๆ เรียกได้ว่าทําให้คนที่ไม่ชอบอ่านหนังสืออย่างผมว่างเป็นไม่ได้ ว่างเป็นต้องหยิบหนังสือขึ้นมาอ่าน เพราะไม่อ่านไม่ได้เนื่องจากการเรียน M.Div. สําคัญอยู่ที่ Input หากเราไม่รับเข้าไป ก็จะไม่มีอะไรออกมา เราทุกคนที่มาเรียนที่นี่มีเวลาด้วยกันแค่เพียง 3 ปีเท่านั้น หากไม่เก็บเกี่ยวตอนนี้จะเก็บเกี่ยวตอนไหน ผมถือคติที่ว่า “รู้อะไรไม่เท่ารู้งี้” ผมไม่อยากใช้คํานี้ ในวันที่ผมไม่มีโอกาสได้ศึกษาแล้ว เพราะฉะนั้น BIT ได้เปลี่ยนคนที่ไม่ชอบอ่านหนังสือให้กลายเป็นมีนิสัยรักในการอ่านมากขึ้น ถ้า BIT เปลี่ยนผมได้ทุกคนก็ทําได้ครับ ผมมั่นใจเช่นนั้น

สุดท้ายผมอยากขอบคุณทุกท่านที่อ่านคําพยานของผมมาจนถึงบรรทัดนี้ ผมเองมีความตั้งใจที่จะรับใช้พระเจ้าในด้านของพันธกิจดนตรีของคริสตจักรต่อไป รวมทั้งรับใช้ร่วมกับ นคท. ในการเป็นอาสาสมัครไปยังมหาวิทยาลัยที่ผมจบมา และผมมีความตั้งใจว่าจะไม่หยุดในการศึกษาเพียงเท่านี้ หากพระเจ้าเมตตาให้ผมได้เรียนต่อผมก็พร้อมที่จะเรียน เพราะผมเชื่อว่าการเพิ่มพูน เพื่อศักยภาพในการรับใช้พระเจ้าจะทําให้เราเห็นความยิ่งใหญ่และความล้ําลึกของพระเจ้าเพิ่มมากขึ้น และเมื่อพระเจ้าเปิดเผยกับเราเพิ่มมากขึ้น แสดงว่าพระองค์ทรงมีพระประสงค์ในชีวิตเรามากขึ้นอย่างแน่นอน

ขอพระเจ้าอวยพระพรทุกท่าน


** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ สุขภาวะที่ดีของการศึกษาคริสตศาสนศาสตร์ หน้า 54-57