การสร้างเสริมจิตวิญญาณให้เติบโต

พระเยซูคริสต์สรุปบัญญัติทั้งหมดเป็น “มหาบัญญัติ” ว่า “จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิต สุดใจ สุดกําลัง และสุดความคิด” และความรักคือการรู้จักสนิทสัมพันธ์ และความสัมพันธ์นี้จะส่งผลต่อการรู้จักรัก (1 ยอห์น 4:19) คือรักตนเอง เช่น เห็นคุณค่าตนเอง ภูมิใจตัวเองตามที่พระองค์ ทรงสร้าง-created, ทรงไถ่-redempted, ทรงให้ของประทาน-gifted) และรักคนอื่น (เช่น ใส่ใจ ช่วยเหลือคนอื่น-hospitality, ไม่มองคนอื่นเป็นศัตรู-hostility)

จิตวิญญาณคือความสัมพันธ์ของเราต่อพระเจ้า ดังนั้นผู้ที่มีจิตวิญญาณดีคือผู้ที่มีความสัมพันธ์กับพระเจ้าตามพระมหาบัญญัติ พระเยซูทรงเน้นความสําคัญของ “สัมพันธ์สนิท” นี้ผ่านภาพเถาองุ่น ในยอห์น 15:4-8 ว่า “จงติดสนิทอยู่กับเราและเราติดสนิทอยู่กับท่าน … คนนั้นจะเกิดผลมาก ถ้าพวกท่านติดสนิทอยู่กับเราและถ้อยคําของเราติดสนิทอยู่กับท่านแล้ว ท่านจะขอสิ่งใดที่ท่าน ปรารถนาก็จะได้สิ่งนั้น” เพราะเราทราบพระทัย ทูลตามพระทัย ก็ได้สิ่งนั้นแน่นอน

“การรัก-รู้จักสนิท-สัมพันธ์” ใดๆ ต้องใช้ “เวลา” ดังนั้น เราจะสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้านั้นก็ต้องใช้เวลา พระเยซูทรงให้แบบอย่างในเรื่องนี้ พระเยซู (พระบุตร) สนิทกับพระบิดา พระเยซู “ตั้งใจจัดสรรเวลา เลือกสถานที่” เข้าเฝ้าพระเจ้าเสมอ เช่น “ในเวลาเช้ามืด พระองค์ทรงลุกขึ้นเสด็จออกไปยังที่สงบ และทรงอธิษฐานที่นั้น” (มาระโก 1:35) “แล้วพระองค์ตรัสว่า มาเถิด จงปลีกตัวออกมาหาที่สงบเพื่อหยุดพักสักหน่อยหนึ่ง … พระองค์จึงเสด็จลงเรือกับพวกสาวกไปยังที่สงบตามลําพัง” (มาระโก 6:31-32) “พระองค์… เสด็จขึ้นภูเขาเพื่อทรงอธิษฐานที่นั่น” (มาระโก 6:46) “แล้วพระเยซู …มายังที่แห่งหนึ่งชื่อเกทเสมนี …อธิษฐาน” (มาระโก 14:32) เป็นต้น

สังคมปัจจุบันที่ “รีบเร่งด่วนสั้น” ทําให้เราละเลยการจัดสรรเวลาทั้งปริมาณเวลาและคุณภาพเวลากับพระเจ้า หลายคนอาจพูดว่า “อ่านพระคัมภีร์แล้วไม่เห็นได้อะไร…ไม่เห็นหวาน เลย…” อาจเป็นเพราะเราอ่านเร็ว ๆ ลวก ๆ เรา ก็ไม่ได้อรรถรส หลายคนกินอาหารเร็ว ไม่รู้ว่ารสชาติอาหารว่าอร่อยไหม อร่อยอย่างไร กินเสร็จรีบไปทําอย่างอื่น คนนั้นย่อมไม่ได้อรรถรส ของอาหารอย่างแน่นอน ดังนั้น หากเราต้องการ พัฒนาความรักความรู้จักสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้า เราจําเป็นต้อง “ตั้งใจจัดสรรเวลา” เพื่อ “ต่อสู้” กับ “ความเร่งรีบด่วนสั้น”

การสร้างเสริมจิตวิญญาณสนิทสัมพันธ์กับพระเจ้าวิธีหนึ่งที่ใช้มากมากว่า 1,500 ปี คือ Lectio Divina วิธีนี้เน้น 4 ขั้นตอน คือ (1) Lectio-อ่าน (2) Meditatio-ไตร่ตรอง (3) Oratio-อธิษฐาน (4) Contemplatio-พักสงบ

เราสามารถ เตรียม “ตัว” เตรียม “ใจ” ดังนี้

1. เตรียมตัว

  • ตั้งใจจัดสรร “เวลา” เช่น เช้า สาย บ่าย เย็น ตั้งใจให้เวลาสัก 1-3 ชั่วโมง หรือทั้งวัน
  • ตั้งใจหา “สถานที่” สถานที่สบายใจ สะอาด ปลอดภัย เหมือนเข้า “ห้องอัดเสียง” คือ ตั้งใจเข้าไปไม่ฟังเสียงอื่น ตั้งใจฟังพระสุรเสียงจากพระวจนะพระเจ้าที่บันทึกในพระคัมภีร์
  • นั่งตัวตรง สบายๆ ปรับตัวสักครู่หนึ่ง

2. เตรียมใจ

  • หลับตา (คนชอบหลับตา เพราะทําให้จดจ่อ ไม่วอกแวก แต่ลืมตาก็ได้)
  • ให้ใจจดจ่อที่ลมหายใจที่พระเจ้าทรงสร้าง (ปฐมกาล 2:7) หายใจเข้าออกช้า ๆ
    • ลักษณะการหายใจตามธรรมชาติที่พระเจ้าทรงสร้าง ให้เราไปสังเกตจากตอนนอน หายใจเข้าท้องป่อง หายใจออกท้องแฟบ การหายใจเข้า การหายใจช้า ๆ ร่างกาย สื่อสารจิตใจว่า “ช้า ๆ สบาย ๆ ผ่อนคลาย”
    • เมื่อหายใจเข้า อาจพูดในใจว่า “สรรเสริญพระเจ้า” เมื่อหายใจออก อาจพูดในใจว่า “ขอบคุณพระเจ้า”
    • ขณะหายใจเข้าออกช้า ๆ นี้ อาจจินตนาการว่าเราไปสถานที่แห่งหนึ่งที่มั่นคงปลอดภัย สบาย อาจเป็นสวน ริมทะเล ภูเขา สนามหญ้า อาจร้องเพลงในใจเพื่อยืนยันว่า พระเจ้าสถิตด้วย อยู่เคียงข้าง เช่น เพลง “อิมมานูเอล อิมมานูเอล ทรงพระนามว่า อิมมานูเอล องค์พระเจ้าอยู่ด้วยกับเรา ทรงพระนามว่า อิมมานูเอล”

เราสามารถสนิทสัมพันธ์เข้ากับพระเจ้าด้วยการเข้าสู่การอ่านพระคัมภีร์พระวจนะของพระเจ้า ตามขั้นตอน Lectio Divina ดังนี้

  1. Lectio อ่านพระคัมภีร์
    • เลือกพระคัมภีร์ที่เคยศึกษาแล้ว เข้าใจบริบทแล้ว สัก 1 บท หรือ 1 ตอน ไม่ยาวนัก
    • อ่านออกเสียงช้า ๆ 1-2 รอบ ในขณะที่อ่านก็สนใจคํา หรือ วลีที่แตะใจ แล้วอ่านในใจช้า ๆ อีก 1-2 รอบ อ่านให้ “ได้ยินเสมือนพระเจ้าตรัสกับคุณ” ตระหนักเสมอว่าพระเจ้าตรัสกับเรา (นี่คือพระวจนะของพระเจ้า) เราพบ “ตัวบุคคล (person)” ไม่ใช่พบ “ตัวหนังสือ” การได้ยินเสียงก็เหมือนคุณอยู่ในห้องที่มีเสียงดังหลายอย่าง เสียงวิทยุ เสียงโทรทัศน์ เสียงคนพูดคุยกัน ท่ามกลางเสียงเหล่านั้น คุณได้ยินเสียงลูกของคุณร้องเรียกชื่อของคุณ “คุณพ่อครับ” คุณจําเสียงนั้นได้ แม้มีเสียงอื่น ๆ รอบข้างคุณ ดังนั้น เมื่อเราอ่านพระคัมภีร์พระวจนะของพระองค์ คําว่า “ได้ยิน” หมายความว่าได้ยินพระวจนะพระเจ้าที่อ่านจากพระคัมภีร์นั้น ๆ จงวางใจในพระเจ้า พระเจ้าจะตรัสกับคุณผ่านพระคัมภีร์พระวจนะของพระองค์
    • จากพระคัมภีร์ 1 บท (หรือ 1 ตอน) เลือก 1 ข้อที่ชอบ และจากข้อนั้นเลือก 1 คํา (วลี) ที่แตะใจ (Focus)
    • หายใจเข้าออกช้า ๆ อ่านวลีนั้น ๆ ช้าๆ (Slow) หลาย ๆ รอบ (Repeat) อาจอ่านออกเสียง อ่านเบา ๆ อ่านในใจ อาจประยุกต์โดยใส่ชื่อของตัวเองไปในที่ ๆ เหมาะสม เช่น “สมชาย ผู้เหน็ดเหนื่อย และแบกภาระหนัก จงมาหาเรา (พระเยซู) และเรา (พระเยซู) จะให้ สมชาย ได้หยุดพัก (ได้หายเหนื่อย และเป็นสุข)” (ประยุกต์จากมัทธิว 11:28) เป็นต้น
    • ตัวอย่าง ในมัทธิว 11:28 เราอาจแตะใจด้วยคํา วลี เช่น
      • “เหน็ดเหนื่อย” เราก็อาจอ่าน “สมชาย ผู้เหน็ดเหนื่อย” หลาย ๆ ครั้ง
      • “จงมาหาเรา” เราก็อาจอ่านว่า “สมชาย จงมาหาพระเยซู” หลาย ๆ ครั้ง
      • “ได้หยุดพัก” (หายเหนื่อย) เราก็อาจอ่านว่า “พระองค์จะให้ สมชาย ได้หยุดพัก” หลาย ๆ ครั้ง
  2. Meditatio ไตร่ตรอง
    • ใช้เวลากับ “คําหรือวลีหรือประโยค” นั้น ถามตัวเองว่า “ลึก ๆ รู้สึกอะไร คิดอะไร” กับ คํา ๆ นั้น หรือวลีนั้น หรือประโยคนั้น ใช้เวลาไตร่ตรองและรู้สึกกับมัน เช่น ถ้าเราอ่านสดุดี 23 ข้อ 1-3 เราแตะใจคําว่า “ริมน้ําแดนสงบ” เราอาจถามตัวเองว่า รู้สึกอย่างไร เช่น รู้สึกสบาย (เช่น อากาศดี เย็นสบาย ไอน้ําทําให้สดชื่น) ปลอดภัย (สงบ ไม่มีพายุ) เป็นต้น จินตนาการตามบริบทว่า พระเจ้าทรงเลี้ยงดูข้าพเจ้า (สมชาย) ดุจเลี้ยงแกะ พาสมชาย ไป ทุ่งหญ้าเขียวสด .. ริมน้ําแดนสงบ .. สดชื่น…” รู้สึกอย่างพระเจ้าทรงเป็นผู้ใดต่อคุณ เช่น เป็นผู้เลี้ยง เป็นเพื่อน เป็นผู้นํา เป็นต้น
    • ขณะไตร่ตรอง ก็คุยกับพระเจ้าเหมือนคุยกันบนโต๊ะอาหาร เหมือนภาพในวิวรณ์ 3:20 “เรา..รับประทานอาหารร่วมกับเขา และเขาจะรับประทานอาหารร่วมกับเรา” เหมือนภาพในยอห์น 15:4-8
  3. Oratio อธิษฐาน
    • ในขณะที่เราไตร่ตรอง เราก็ “พูดคุยถามตอบ” กับพระเจ้าแล้วในระดับหนึ่ง เหมือนทํากับข้าว เราอาจใส่น้ํามะนาวรอบหนึ่งแล้ว ทําไปทํามา ใส่น้ํามะนาวอีกรอบ เป็นต้น
    • แต่ในขณะนี้ เมื่อพระเจ้าตรัส เราตอบคือ “อธิษฐาน” ต่อพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ตอบสนองในลักษณะต่าง ๆ ตามที่ได้ยินเสียงพระองค์ผ่านพระวจนะพระองค์ในพระคัมภีร์ขณะที่อ่าน ที่ไตร่ตรอง เช่น
      • สารภาพ สํานึก เสียใจ กลับใจ ทูลขอพระเจ้าทรงให้อภัย
      • ขอบคุณ เช่น ขอบคุณที่ทรงตักเตือน ทรงหนุนใจ ทรงอภัย
      • แสดงความตั้งใจ เช่น ยอมจํานน (surrender) เชื่อวางใจ รับใช้ เปลี่ยนแปลง เติบโต
      • ทูลขอกําลัง ให้สัมผัสว่าพระเจ้าสถิตด้วยปลอบโยน อยู่เคียงข้าง ให้กําลัง
  4. Contemplatio พักสงบ
    • นั่งพักสงบ เหมือนนั่งกับแฟน ไม่ต้องพูดอะไร ไม่ต้องทําอะไร รู้สึกว่าแฟนอยู่ข้าง ๆ อิ่มเอิบเพียงได้นั่งใกล้ ๆ
    • ดังนั้นในช่วง contemplatio นั่งพักสงบ ให้ sense ว่าพระเจ้า “อยู่” ข้าง ๆ เป็นความรู้สึกเหมือนผู้เขียนสดุดี 27 ที่ sense พระลักษณะของพระองค์ แล้วตัวเรารู้สึกรักพระเจ้า amazing ตื้นตัน ชื่นชม อิ่มเอิบ ในลักษณะของพระองค์ เช่น
      • ความ Great เช่น ความยิ่งใหญ่ ฤทธานุภาพ ความนิรันดร์ ความบริสุทธิ์
      • ความ Good เช่น ความดีงาม ความเมตตา ความรัก ความใจกว้าง ความซื่อสัตย์
    • ให้ Sense ภาพเถาองุ่นกับแขนง ติดสนิทกัน (ยอห์น 15) สัมพันธ์สนิทกัน
    • ให้ Sense ถึงสันติสุข (Peace สงบ ไม่มีสงคราม) ดังที่พระองค์ทรงสัญญา เช่น ยอห์น 16; ฟิลิปปี 4:6
    • ให้ Sense ถึง “อิมมานูเอล” พระเจ้าสถิตด้วย

เมื่อเราพักสงบแล้ว เราก็อธิษฐานกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง จากนั้น เราก็ปรับใจ ปรับตัว เตรียมกลับเข้าไปในสังคม ให้ตระหนักว่าเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก พระเจ้าทรงให้ตัวเรา (เอกพจน์) แต่ให้เราเติบโตในชุมชน (พหูพจน์) ด้วย เราชื่นชมในความเป็นพหูพจน์ เราชื่นชมใน “กันและกัน” เช่น ให้เกียรติกันและกัน ฟังกันและกัน เป็นต้น เราสามารถแบ่งปันพระคุณพระพรที่เราได้รับจากการเข้าเฝ้าพระเจ้าแก่คนอื่น

Geoff New อธิบายว่าการเข้าเฝ้าพระเจ้าด้วย Lectio Divina ก็เหมือนการปรุง “อาหาร” เช่น ลาบ เราใส่ส่วนผสม 4 อย่างเข้าไป แล้วก็คลุก สักครู่จะงดงามและอร่อย หรืออาจเปรียบเหมือนการ “เต้นรํา” ที่มีจังหวะการเคลื่อนไหว 4 step (ก้าว) ค่อย ๆ เต้นช้า ๆ ทีละ step สักครู่ก็จะงดงามและ สนุก หรืออาจเปรียบเหมือนกับ “รุ้ง” เราเห็นหลาย ๆ สี แต่ก็เป็นภาพรวมกันที่สวยงาม หรือเปรียบ กับ “การกินอาหาร” เริ่มต้นด้วยการกัด (Lectio) แล้วค่อย ๆ เคี้ยว (Meditatio) แล้วลิ้มรส-แล้วกลืน (Oratio) สุดท้าย เราก็ซึมซับธาตุอาหาร-อิ่มเอิบ (Contemplatio) หรืออาจเปรียบกับ “การทําไร่นา” ต้องอาศัยทั้งเมล็ด ดิน แสงอาทิตย์ น้ําฝน ดังที่พระเยซูตรัสในมาระโก 4:26-29 ว่า “หว่านพืช (เมล็ด) ลงในดิน กลางคืนนอนหลับ กลางวันตื่นขึ้น พืชนั้นก็งอกขึ้น เติบโตขึ้นอย่างไร เขาไม่รู้ … เป็นลําต้นก่อน .. ออกรวง เต็มรวง เก็บเกี่ยว” การเข้าเฝ้าพระเจ้าที่จะสนิทสัมพันธ์รัก ไม่ใช่ … สิ่งที่เราทําให้เกิด แต่เมื่อเราใช้เวลากับพระองค์ เราจะเห็นผล

เชิญชวนท่านให้ตั้งใจจัดสรรเวลาเข้าเฝ้าพระเจ้าผ่าน Lectio Divina นี้ เช่น ใช้พระคัมภีร์ 1 พงศาวดาร 22:17-19 หรือพระธรรมสดุดี หรือพระคัมภีร์ตอนอื่น ๆ ขอให้เราทุกคนมีจิตวิญญาณที่เติบโต คือมีชีวิตตามพระมหาบัญญัติ รักพระเจ้ามากขึ้น รู้จักสัมพันธ์สนิทกับพระองค์ สิ่งนี้ย่อมส่งผลให้เรารักตัวเองและรักคนอื่น นั่นหมายความว่า เราต้องรับใช้คริสตจักร ใส่ใจสังคม และทําตามพระมหาบัญชาด้วย


บทความนี้ มีฐานคิดจากบทที่ 3 ของหนังสือ
Live Listen Tell The Art of Preaching
ของ Geoff New, Langham Preaching Resources, 2017

** บทความจากสารผู้เลี้ยง บีไอที ฉบับ เติบโตฝ่ายวิญญาณ หน้า 8-12