พระคัมภีร์กับการเติบโตฝ่ายวิญญาณ (Bible and Spiritual Growth)

การเติบโตฝ่ายวิญญาณและพระคัมภีร์ สามารถเป็นทั้งเรื่องเดียวกันและเป็นคนละเรื่องกัน ที่เป็นเรื่องเดียวกันเพราะผู้ที่เติบโตฝ่ายวิญญาณทุกคนมักเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจ พระคัมภีร์เป็นอย่างดี อาจเป็นผู้สอน ผู้เลี้ยงดูฝ่ายวิญญาณ หรือเป็นนักเทศน์ นักประกาศ ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้เลยหากว่าคนที่บอกว่าตัวเองเติบโตฝ่ายวิญญาณ แต่เป็นคนที่ไม่รู้พระคัมภีร์ ขาดความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องพระเจ้า เรื่องพระเยซูและข่าวประเสริฐที่ผ่านมาทางพระคัมภีร์ ในด้านนี้พระคัมภีร์และการเติบโตฝ่ายวิญญาณจึงเป็นเรื่องเกี่ยวเนื่องกัน

แต่ในทางกลับกัน จากประสบการณ์ที่เรา พบเห็นในคริสตจักร เราพบว่ามีหลายคนที่มีความรู้ในพระคัมภีร์เป็นอย่างดี แต่ไม่ได้เติบโตฝ่ายวิญญาณอย่างแท้จริง คือไม่ได้มีชีวิตที่บ่งบอกว่าเติบโตฝ่ายวิญญาณ คนเหล่านี้บางคนอาจเคยอ่านพระคัมภีร์จบหลายรอบ บางคนอาจเรียนจบสถาบันพระคริสตธรรม ได้รับวุฒิบัตรหรือปริญญา บางคนอาจเป็นถึงผู้เชี่ยวชาญใน พระคัมภีร์บางสาขาที่เกี่ยวข้องกับพระคัมภีร์ ประวัติศาสตร์ หรือด้านศาสนศาสตร์ หรือเราพบว่า แม้แต่นักวิชาการพระคัมภีร์บางท่านก็อาจไม่ได้มีชีวิตที่สําแดงออกถึงการเติบโตฝ่ายวิญญาณอย่างแท้จริงออกมาได้ ในด้านนี้ก็ทําให้เราเข้าใจว่า พระคัมภีร์และการเติบโตฝ่ายวิญญาณเป็นเหมือนเรื่องไม่เกี่ยวข้องกัน

แล้วการเติบโตฝ่ายวิญญาณคืออะไร? พระคัมภีร์มีบทบาทอย่างไรต่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณ? ทําอย่างไรเราจึงจะสามารถเติบโตฝ่ายวิญญาณ? บทความนี้ขอนําเรามาพิจารณาข้อแนะนําบางประการ

I. การเติบโตฝ่ายวิญญาณ

ก่อนอื่นให้เราเข้าใจก่อนว่า การเติบโต ฝ่ายวิญญาณถือเป็นเป้าหมายหลักของการเป็นคริสเตียน (หรือ สาวกของพระเยซูคริสต์) “ชีวิตฝ่ายวิญญาณ” (Spiritual life) เป็นเรื่องของประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เชื่อที่ได้รับพระคุณพิเศษจากพระเจ้าผ่านพระเยซูคริสต์นําสู่การอภัยบาป การปลดปล่อย เสรีภาพ และชีวิตใหม่ ประสบการณ์ต่อชีวิตฝ่ายวิญญาณนี้เป็น ประสบการณ์พิเศษ อาจดูเหมือนลึกลับและยากต่อคําอธิบายได้อย่างครบถ้วน เราจึงมีคําอธิบายประสบการณ์ชีวิตฝ่ายวิญญาณนี้ในรูปภาษาภาพพจน์ต่างๆ เช่น การบังเกิดใหม่ (ยน.3:3, 5 cf. 1 ปต.1:23) การได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า (มธ.21:31, 43; มก.4) การตายและการเป็นขึ้นมาใหม่ (รม.6:5-11; กท.2:20- 21) การได้รับชีวิตนิรันดร์ (ยน.3:15-16) การมีชีวิตที่ครบบริบูรณ์ (ยน.10:10) การมีชีวิตใหม่ที่ รับการเปลี่ยนแปลงใหม่ (2 คร.5:17) เป็นต้น ภาษาเปรียบเทียบเหล่านี้อาจดูแตกต่างกัน แต่เป็นภาพเปรียบเทียบของประสบการณ์เรื่องเดียวกัน คือประสบการณ์ของชีวิตใหม่ฝ่ายวิญญาณ

เรื่องชีวิตใหม่ฝ่ายวิญญาณช่วยให้เราเห็น กระบวนการของชีวิตใหม่ฝ่ายวิญญาณดังนี้

1) กระบวนการแรกของประสบการณ์นี้ คือ จุดเริ่มต้นของประสบการณ์ โดยทั่วไปแล้วผู้เชื่อ อาจเริ่มต้นด้วยการได้รับพระคุณ หรือการเข้าใจ เรื่องพระคุณเรื่องข่าวประเสริฐของพระคริสต์ แต่การรับพระคุณและเข้าใจพระคุณนี้ยังไม่เพียงพอ จะต้องนําสู่การตัดสินใจ มีส่วนในพันธสัญญาในการรับพระคุณอย่างมีนัยสําคัญคือการตัดสินใจรับการชําระ และยอมรับให้พระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า พระคัมภีร์ใหม่มักจะถือว่าพิธีบัพติศมา เป็นเหมือนกระบวนการสําคัญ เป็นสัญลักษณ์ของจุดเริ่มต้นของการเริ่มชีวิตใหม่ฝ่ายวิญญาณ (มธ.28:19; กจ.2:41; 8:36-38; 10:47-48) ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการเติบโตต่อไป

2) กระบวนการรับการเปลี่ยนแปลง หรือ การพัฒนาชีวิต หรือที่เราเรียกว่า “การเติบโตฝ่าย วิญญาณ” ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สําคัญมาก ธรรมชาติของชีวิตปกติจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง พัฒนา เติบโตอย่างต่อเนื่อง อัครทูตเปาโลกล่าว เรื่องการเปลี่ยนแปลงไว้ดังนี้

ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า ข้าพเจ้าจึงวิงวอนท่านทั้งหลายให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิตและเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่าน อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ ทราบพระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม (โรม 12:1-2)

ข้อความดังกล่าว ช่วยให้เราเข้าใจเรื่องการ เปลี่ยนแปลง หรือการเติบโตฝ่ายวิญญาณใน 2 ด้าน ด้านแรกคือ ด้านการตัดสินใจของผู้เชื่อ อัครทูตเปาโลได้วิงวอนให้ผู้เชื่อถวายตัวของเขาแด่พระเจ้า เพื่อจะมีชีวิตบริสุทธิ์และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ก่อนนําสู่ชีวิตที่เปลี่ยนแปลง รวมถึงค่ากําชับไม่ให้ผู้เชื่อลอกเลียนแบบ(ประพฤติตามอย่าง) คนในยุคนี้ ฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หรือไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการตัดสินใจ ของผู้เชื่อ มาจากความตั้งใจที่จะถวายตัว เชื่อฟัง ไม่ดําเนินชีวิตตามวิถีเดิมที่เป็นวิถีของคนในโลกนี้ ด้านที่สองคือ ด้านของพระเจ้า วิถีชีวิต ที่เปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ได้เพียงแค่ความตั้งใจดีของ ผู้เชื่อเท่านั้น แต่เกิดจากการทํากิจของพระเจ้า ด้วย คําว่า “รับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ” (Be transformed) เล็งถึงว่า ผู้ที่นําสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริงนั้นต้องมาจากพระเจ้าเท่านั้น 1 ดังนั้น ในด้านหนึ่งผู้เชื่อที่เติบโตจึงจําเป็นต้องตัดสินใจ ตั้งใจ อุทิศตัว ทุ่มเท เพื่อแก่การ ถวายตัวแด่พระเจ้า แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้เชื่อไม่สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง จึงต้องอาศัยพระคุณของพระเจ้าที่จะนําสู่การเติบโต

3) เป้าหมายของการเติบโต คือการมีชีวิตเหมือนอย่างพระเยซู (รม.8:29 “เป็นตามพระฉายาแห่งพระบุตร”, อฟ.4:13 “โตเต็มขนาดความไพบูลย์ของพระคริสต์”, 1 คร.11:1 “เหมือนข้าพเจ้าทําตามแบบอย่างของพระคริสต์“)

หนังสือพันธสัญญาใหม่มักเน้นการเป็นเหมือนพระคริสต์ คือการมีชีวิตที่มีคุณธรรมสูง มีชีวิตที่บริสุทธิ์ สง่างาม ซึ่งแตกต่างจากความเสื่อมทรามของโลก เอเฟซัส 2:10 กล่าวว่า “เราเป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์ที่ทรงสร้างขึ้นในพระเยซูคริสต์เพื่อให้เราทําการดี” 2 เปโตร 1:4 กล่าวถึงพระเจ้าทรงประทานพระสัญญาอันล้ําค่าเพื่อผู้เชื่อจะพ้นจากความเสื่อมทรามที่มีอยู่ในโลก

ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูตําหนิผู้รับที่ยังไม่เติบโตฝ่ายวิญญาณ (ฮบ.5:11-6:3) บอกให้เราเข้าใจว่าผู้เชื่อจําเป็นต้องมีการเติบโต ต้องเปลี่ยนแปลง ต้องพัฒนาชีวิตที่สําคัญ การเติบโตนี้ไม่ได้เน้นเพียงเรื่องความรู้ ความเชื่อหรือการอุทิศชีวิตเพื่อพระเจ้า แต่เป็นเรื่องของคุณลักษณะชีวิตที่ดี อัครทูตเปาโลได้ตําหนิคริสตจักรโครินธ์ว่ายังไม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณว่า พวกเขาเป็นเหมือนพวกที่อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง เพราะพวกเขายัง “อิจฉากัน และ ขัดเคืองใจกัน” (1 คร.3:3) ท่านกล่าวถึงการงานของเนื้อหนังที่ต่อสู้กับพระวิญญาณ เป็นการเสื่อมทรามของโลก “การล่วงประเวณี การโสโครก การเสเพล การนับถือรูปเคารพ การถือวิทยาคม การเป็นศัตรูกัน การวิวาทกัน การริษยากัน การฉุนเฉียว การใฝ่สูง การทุ่มเถียงกัน การแตกก๊กกัน การอิจฉากัน การเมาเหล้า การเล่นเป็นพาลเกเร และการอื่น ๆ” (กท.5:19-21)

ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า การเติบโตฝ่ายวิญญาณนี้เป็นสิ่งจําเป็นที่ผู้เชื่อเองต้องเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วย เราจะเห็นได้ว่า ด้านหนึ่งการเติบโตฝ่ายวิญญาณเป็นเรื่องส่วนบุคคล (personal) เป็นผลจากความสัมพันธ์และการช่วยเหลือจากพระเจ้าซึ่งมีความสําคัญอย่างมาก แต่อีกด้านหนึ่งการเติบโตฝ่ายวิญญาณนี้ไม่ใช่การที่ผู้เชื่อสนใจแต่โลกส่วนตัว (private) เพราะผู้ที่เติบโตคือผู้ที่สําแดงชีวิตที่มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างสวยงาม2 มีความรัก ความเมตตา ความเอื้ออาทรต่อผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม คําถามสําคัญคือ พระคัมภีร์มีส่วนอย่างไรกับการเติบโตฝ่ายวิญญาณนี้

II. การอ่านและการศิกษาพระคัมภีร์

เพื่อเราผู้เชื่อจะได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายวิญญาณ กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงชีวิตที่แท้จริงมาจากพระเจ้าและการเปิดเผยของพระองค์ผ่านพระคัมภีร์ คําอุปมาของพระเยซูเรื่องการหว่านพืช (มธ.13:18-23; มก.4:13-20; ลก.8:11-15) ให้เราเข้าใจภาพของกระบวนการเติบโตฝ่ายวิญญาณว่า เป็นมาจากการเติบโตของเมล็ดพืชแห่งพระวจนะที่ตกลงไปในจิตใจ ผู้ที่รับฟังและน่าสู่การเกิดผล3 แต่ความเป็นจริง เราจะพบได้ว่า มีผู้เชื่อหลายคนที่เป็นผู้ที่อ่านและได้ศึกษาพระคัมภีร์ แต่กลับไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงชีวิตหรือไม่ได้เป็นผู้ที่เติบโตฝ่ายวิญญาณ ปัญหาอยู่ที่ไหน การศึกษาพระคัมภีร์สําคัญอย่างไร? การศึกษาพระคัมภีร์มีส่วนช่วย เพื่อทําความเข้าใจอย่างเหมาะสมในด้านใด? ในเรื่องนี้ เราอาจแบ่งเรื่องการอ่านพระคัมภีร์ออกเป็น 2 ด้านคือ 1) ด้านวิชาการ และ 2) ด้าน การประยุกต์ใช้ ทั้งสองด้านต่างก็มีความสําคัญ ต่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณอย่างมั่นคงจะขาดด้านหนึ่งด้านใดก็ไม่ได้

1) การศึกษาด้านวิชาการ หมายถึงการศึกษาเพื่อทําความเข้าใจพระคัมภีร์อย่างเหมาะสม ในด้านนี้เราเน้นความเข้าใจของผู้เขียนและผู้รับดั้งเดิม (ในอดีต) ก่อนอื่นเราเองต้องยอมรับก่อนว่า พระคัมภีร์อ่านเข้าใจยาก! มีหลายตอน เข้าใจยากมาก! ในขณะเดียวกัน พระคัมภีร์มีบางตอนเข้าใจง่ายกว่าตอนอื่น แต่ตอนที่เราคิดว่าเข้าใจง่าย หลายครั้งพวกเรากลับเข้าใจผิด เข้าใจคลาดเคลื่อน แม้ว่าเราจะเชื่อว่าพระคัมภีร์ พระเจ้าที่มาถึงเรา แต่เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้อง เราเองต้องปรับทัศนคติก่อนว่าพระคัมภีร์แต่ละเล่มล้วนมีที่มาของการบันทึก มีประวัติศาสตร์เบื้องหลัง มีผู้เขียนที่เป็นมนุษย์ มีผู้รับที่เจาะจง มีภาษา วัฒนธรรม ค่านิยม ทัศนคติ โลกทัศน์ ที่ผู้เขียนและผู้รับดั้งเดิม เข้าใจตรงกัน มีรูปแบบวรรณกรรมที่ผู้เขียนใช้ในการบันทึกถ่ายทอดและผู้รับเข้าถึงเนื้อหาและความหมายของผู้เขียน ส่วนพวกเราผู้เชื่อที่เป็นคนไทยในศตวรรษที่ 21 อาจถือได้ว่าเป็นผู้รับมือสอง คือ ผู้เขียนไม่ได้รู้จักพวกเรา ไม่ได้ตั้งใจที่จะเขียนหรือสื่อสารข้อความให้กับเรา ไม่เคยคิดถึงพวกเราเลย ดังนั้นจึงเป็นการยากที่เราจะเข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนที่อยู่คนละยุคสมัย คนละภาษาและวัฒนธรรมกับเรา พวกเราจึงจำเป็นต้องทำงานหนัก มีการศึกษาค้นคว้าเพื่อจุดประสงค์ที่จะช่วยให้เราเข้าใจได้อย่างแท้จริงว่า “ผู้เขียนต้องการสื่อสารอะไรไปยังผู้รับ” ผู้เขียนต้องการสื่อความหมายอะไร ผู้เขียนมีวัตถุประสงค์อย่างไร ก่อนที่จะมาสรุปได้ว่า ข้อความในพระธรรมตอนที่เราอ่าน จะช่วยให้เราเข้าถึงพระเจ้า หรือเข้าใจพระประสงค์ของพระเจ้าที่ต้องการสื่อสารกับเราที่เป็นผู้เชื่อในเรื่องอะไร

การขาดการศึกษาค้นคว้าที่เหมาะสมเพียงพอ ไม่เพียงจะทําให้เราเพียงเลือกอ่านข้อพระธรรมที่เข้าใจง่ายเท่านั้นแล้ว แต่เราอาจจะเข้าใจข้อพระธรรมที่เข้าใจง่ายผิดเพี้ยนไปได้ด้วยเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น พระธรรม 1 โครินธ์ 13:4-7 กล่าวถึงคุณสมบัติของความรักที่งดงาม ที่ผู้เชื่อจํานวนมากใช้อ่านและให้โอวาทในวันแต่งงาน แต่ความจริงแล้วข้อพระธรรมตอนนี้ ผู้เขียนคืออัครทูตเปาโล ได้เขียน 1 โครินธ์ 13 ถึงผู้รับ คือคริสตจักรที่เมืองโครินธ์ ซึ่งถือเป็นคริสตจักรเกิดขึ้นใหม่ เป็นคริสตจักรที่มีผู้คนส่วนมากเป็นคนต่างชาติ มีหลากหลายวัฒนธรรม คริสตจักรแห่งนี้กําลังเกิดปัญหาใหญ่หลายด้าน พวกเขาเป็นพวกที่เพียบพร้อมไปด้วยของประทานจากพระเจ้า (1 คร.1:7) แต่พวกเขาเป็นเหมือนเด็กฝ่ายวิญญาณ (3:3) ประสบกับปัญหาหลายสิ่ง มีผู้เชื่อทําผิดศีลธรรมการล่วงประเวณี (5:1-2 6:17) การทะเลาะกันและว่าความกัน (6:1-11) ปัญหาครอบครัว (7:1-40) และโดยเฉพาะปัญหาเรื่องความแตกแยก (1:10-17; 11:17-22) ในบริบทของ 1 โครินธ์ 13 อัครทูตเปาโลไม่ได้ตั้งใจที่จะให้นิยามความรักที่งดงามสําหรับใช้ในวันแต่งงานหรือความรักสําหรับหนุ่มสาวเลย ในทางกลับกัน ท่านกําลังเตือนสอนผู้เชื่อคริสตจักรที่เมืองโครินธ์ที่กําลังขาดความรัก มีแต่ความแตกแยก แบ่งก๊กแบ่งเหล่า โอ้อวด เย่อหยิ่งทะนงในของประทานและความสามารถของตน คุณสมบัติต่าง ๆ ที่เปาโลให้ไว้ใน 1 โครินธ์ 13:4-7 คือคุณสมบัติที่พี่น้องในคริสตจักรขาด และสมควรรับการพัฒนาอย่างยิ่ง 

ดังนั้น การศึกษาพระคัมภีร์ในด้านวิชาการนี้เป็นการศึกษาถึงทั้งเบื้องหลังของหนังสือแต่ละเล่ม ทําความเข้าใจในบริบททางประวัติศาสตร์และบริบททางวรรณกรรม เพื่อเข้าใจชัดเจนถึงโลกของผู้เขียนและผู้อ่าน ผู้ศึกษาหรือนักวิชาการต้องทํางานหนัก ต้องค้นคว้าเพื่อเข้าใจความจริง เริ่มต้นที่ความสงสัย (ไม่ใช่ความเชื่อ) การตั้งคําถาม การหาคําตอบอย่างมีหลักการและเหตุผล ด้วยจุดประสงค์ทําความเข้าใจความข้อเท็จจริงของเนื้อหาพระธรรมตอนที่สนใจว่า ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดอะไรไปยังผู้รับดั้งเดิม การศึกษานี้เราเรียกว่า “ธรรมกถา” (Exegesis)4 การศึกษาในแนวนี้ อาจไม่ได้เน้นที่ความเชื่อเป็นหลัก ในทางตรงกันข้ามกลับเน้นที่ความสงสัย (ในเชิงบวก) เพื่อน่าสู่ค่าถามและหาค่าตอบ เพราะจุดเริ่มต้นเพื่อต้องการเข้าใจความจริงจากโลกทัศน์ของผู้เขียน ไม่ใช่แค่สิ่งที่เราผู้อ่านเข้าใจ ตัวอย่างจาก 1 โครินธ์ 13 เราอาจเริ่มจากคําถามว่า จริงหรือที่เปาโลกําลังเขียนนิยามความรักที่สวยงามให้กับพวกเรา? เหตุใด 1 โครินธ์ 13 จึงไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการแต่งงาน หรือความสัมพันธ์ครอบครัว? เหตุใด 1 โครินธ์ 13 จึงได้กล่าวถึงเรื่องการพูดภาษาแปลกๆ และการเผยพระวจนะหลายครั้ง? เป็นต้น คําถามหรือข้อสงสัยเหล่านี้ ไม่ได้ทําให้เราขาดความไว้วางใจในพระคัมภีร์ หรือเลิกเชื่อว่าพระเจ้าเปิดเผยกับเราผ่านพระคัมภีร์ ในทางกลับกัน เป็นคําถามเพื่อป้องกันไม่ให้เราหลงงมงาย คิดเอง สรุปความเข้าใจด้วยตัวเองตามจินตนาการหรือโลกทัศน์ที่เรามี (อาจแตกต่างจากความหมายของผู้เขียน) แล้วมาสรุปว่า เป็นความหมายที่พระเจ้ากําลังเปิดเผยกับเรา นักเทศน์และครูผู้สอนพระคัมภีร์เองก็ควรตระหนักถึงอันตรายจากการตีความพระคัมภีร์เข้าข้างตัวเอง ซึ่งเกิดขึ้นได้ง่ายมากสําหรับผู้ที่ตีความอย่างไม่ระมัดระวัง5

2) ด้านการประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม (การอ่านเพื่อการเติบโตฝ่ายวิญญาณ) หมายถึง การอ่านอย่างมีจุดประสงค์เพื่อน่าสู่ชีวิตทีเปลี่ยนแปลง ซึ่งมากไปกว่าการเพียงได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง หรือการเพียงเข้าใจความหมายที่ถูกต้องเท่านั้น การอ่านหรือการรับพระคําเพื่อการเปลี่ยนแปลงนี้ คือเป้าหมายของการอ่านพระคัมภีร์อย่างแท้จริง ซึ่งการศึกษาเชิงวิชาการจะเป็นเครื่องมือช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้เป็นอย่างดี

หากการศึกษาด้านวิชาเน้นในเรื่องการตั้งข้อสงสัยและคําถาม ด้านการประยุกต์จะเน้นการไว้วางใจและการหาข้อสรุปที่เหมาะสม หากด้านวิชาเน้นความเข้าใจของความหมายที่ผู้เขียนในอดีตกําลังสื่อสาร ด้านการประยุกต์ จะเน้นการนําความเข้าใจนี้มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน หากด้านวิชาการจะเน้นหลักฐานการวิเคราะห์เชิงข้อมูลและข้อเท็จจริงของผู้รับในอดีต ด้านการประยุกต์จะเน้นการมีอารมณ์ร่วม การฟังอย่างตั้งใจ และการนําสู่มุมสะท้อนถึงผู้อ่านในปัจจุบัน

เพื่อที่จะเข้าถึงการอ่านเพื่อนําสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม เราจําต้องมีการอ่านอย่างมีขั้นตอนที่เหมาะสม เราอาจสามารถประยุกต์ขั้นตอนการอ่านพระคัมภีร์นี้จากทักษะการอ่านพระคัมภีร์ตามประเพณีนิยมที่ถ่ายทอดมาตั้งแต่สมัยของคริสตจักรในศตวรรษที่ 3 ที่เราเรียกว่า Letio Divina (Divine Reading)6  การอ่านนี้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ

  1. การฟังอย่างระมัดระวัง (Careful listening)
  2. การใคร่ครวญถึงความหมายที่มาถึงเรา (Reflective thinking)
  3. การอธิษฐานด้วยความจริงใจ (Honest praying)
  4. การดําเนินชีวิตอย่างเชื่อฟัง (Obedient living)

โดยทั้ง 4 ขั้นตอนนี้ อาจไม่ได้แบ่งแยกกันเด็ดขาด หรืออาจไม่ได้เรียงลําดับขั้นตอนอย่างเคร่งครัด แต่อาจเป็นเพียงแนวปฏิบัติเพื่อเป็นการแนะนําให้เราอ่านพระคัมภีร์อย่างมีจุดมุ่งหมายเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ขั้นตอนแรกคือ การฟังหรืออ่านอย่างระมัดระวัง ให้รู้เรื่อง จับประเด็นได้ว่าผู้เขียนกําลังสื่อสารเรื่องอะไร ในเรื่องนี้สิ่งที่เราจําต้องคํานึงถึง 2 สิ่งคือ สิ่งแรกให้เราคํานึงว่าพระคัมภีร์ถูกเขียนขึ้นเพื่อผู้อ่านจะเข้าใจได้และรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตได้ หมายถึง ผู้เขียนไม่ได้เขียนข้อเขียนเหล่านี้ เพื่อให้เรามาศึกษา วิเคราะห์ หรือค้นหาศาสนศาสตร์ หรือหาความหมายบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ ในทางตรงกันข้าม ผู้เขียนบรรจงเขียนเพื่อผู้อ่านดั้งเดิม (หรือผู้ฟัง) จะได้เข้าถึงประสบการณ์น่าสู่การเปลี่ยนแปลงชีวิต9 ฉะนั้นให้เราคิดเสมอว่า ผู้อ่านดั้งเดิมเข้าใจเนื้อหาได้ง่าย รับการสร้างแรงบันดาลใจ ได้รับการเตือนสติสอนใจ มีอารมณ์ร่วม นําสู่การตอบสนองอย่างตรงประเด็นโดยมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง เพื่อเราจะเข้าถึงสิ่งที่ผู้เขียนสื่อสาร ได้ถูกต้อง สิ่งที่สอง ให้เราคํานึงลักษณะของวรรณกรรมที่ผู้เขียนใช้ในการบันทึกพระคัมภีร์ในแต่ละเล่มที่แตกต่างกัน10 โดยในแต่ละวรรณกรรม มีจุดเน้นแตกต่างกัน เช่น หากเป็นวรรณกรรมเรื่องเล่า (เช่น มัทธิว) คือมีการเล่าเรื่องเหตุการณ์ ตัวละคร บทสนทนา การตอบสนอง ฉะนั้นเมื่อเราอ่าน (หรือฟัง) เรื่องเล่าให้เราทําเหมือนว่าเราเป็นผู้อ่าน (ผู้ฟัง) ดั้งเดิมที่กําลังสนใจสิ่งที่ผู้เล่ากําลังนําเสนอ สิ่งที่เราเน้น คือประเด็นหลักของเรื่อง การรับรู้ถึงลําดับเหตุการณ์ การมีส่วนร่วม รวมไปกับอารมณ์ร่วมในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเข้าถึงบทบาทของตัวละคร ความขัดแย้ง การตอบสนองของตัวละคร และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นต้น ให้เราอ่านเรื่องเล่า เปรียบเหมือนเราอ่านนิยายเข้าร่วมไปกับอารมณ์ ความรู้สึกไปกับตัวละคร เพื่อเราจะเข้าถึงประเด็น หลัก และได้รับบทเรียนต่าง ๆ ตามมา

ขั้นตอนที่สองคือ การแสวงหาความหมายสําคัญที่มาถึงเรา เรามีภาษิตไทยได้กล่าวไว้ว่า “ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัวเรา” นี่เป็นความจริงของธรรมชาติในการอ่านบทประพันธ์หรือวรรณกรรม เพราะเมื่อเราอ่านวรรณกรรม เราจะตระหนักก่อนว่า บทประพันธ์นี้ไม่ได้กล่าวถึงเราโดยตรง แต่ขณะเดียวกันเราสามารถรับบทเรียนโดยตรงจากบทประพันธ์นี้ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น พระคัมภีร์กล่าวบางสิ่งโดยตรงกับผู้อ่าน (ผู้ฟัง) ดั้งเดิม แต่สิ่งเหล่านี้ล้วนมีบทเรียน ความเข้าใจที่สําคัญถึงเราราวกับว่าพระเจ้าตรัสกับเราผ่านเหตุการณ์หรือข้อเขียนที่ถึงคนของพระเจ้าในอดีต ในขั้นตอนนี้ เราจึงแสวงหาความหมายหรือความเข้าใจที่เราสามารถนําไปปรับใช้ในชีวิตเราได้ต่อไป เพื่อบรรลุเป้าหมายว่าพระธรรมตอนนี้มีความหมายอย่างไรกับเราผู้อ่านในปัจจุบัน อาจหมายถึงการใช้เวลาใคร่ครวญ 3 สิ่งคร่าว ๆ คือสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต ความหมายที่ส่งผลต่อเราในปัจจุบัน และการพัฒนาชีวิตของเราในอนาคต11 เช่น พระเยซูกล่าวค่าอุปมาเรื่องแกะหาย ด้วยความห่วงใยผู้เล็กน้อย (มธ. 18:10-14) ความหมายที่ส่งต่อถึงปัจจุบันคือ การมองเห็นพระประสงค์ของพระเจ้าที่มีต่อผู้เล็กน้อย ผู้ที่อาจมีปมด้อย เคยทําผิด มีชีวิตออกห่างจากพระเจ้า ห่างไกลจากการนมัสการและออกจากคริสตจักร และการพัฒนาชีวิตของเราในอนาคต อาจเป็นการสํารวจชีวิตของเราส่วนตัวว่า เราเองเป็นเหมือนใครในค่าอุปมานี้ หากเป็นเหมือนผู้เลี้ยงหรือสมาชิก คริสตจักรที่ไม่ได้หลงหาย อย่าให้เราดูถูกหรือละเลยผู้ที่หลงหายหรือหลงทาง แต่ให้เราสํารวจใจของเราว่า เราห่วงใยผู้เล็กน้อยเหมือนอย่างที่พระเยซูทรงห่วงใยหรือไม่ เราจะทําอย่างไรได้บ้างเพื่อพัฒนาชีวิตในด้านนี้ มีใครบ้างที่เราจะมีส่วนในการติดตาม หรือดูแลเขาได้บ้าง เป็นต้น ขอให้เราตระหนักเสมอว่า ขั้นตอนนี้สําคัญมาก ต้องใช้เวลา และพัฒนาเพื่อเราจะได้กลับมาสํารวจชีวิตของเราได้ตรงประเด็นมากขึ้น

ขั้นตอนที่สามคือ การอธิษฐานด้วยความจริง ขั้นตอนนี้ช่วยให้เราตระหนักเสมอว่า เหตุที่เราต้องการเปลี่ยนแปลงชีวิต หรือไม่ใช่เพียงเพราะเราอยากเป็นคนดีขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ช่วยให้เราตระหนักเสมอว่า สิ่งที่เราอ่านและใคร่ครวญนี้ คือพระวจนะของพระเจ้าที่มาถึงเรา และเราเองต้องการพึ่งพาพระองค์เพื่อเราจะสามารถรับการเปลี่ยนแปลงชีวิตตามพระวจนะนี้ ในด้านหนึ่งเรามีความหิวกระหายหรือปรารถนาอย่างแรงกล้าเพื่อบรรลุผลในการเปลี่ยนแปลงชีวิตตามพระวจนะพระเจ้า แต่ในอีกด้านหนึ่งเราตระหนักถึงความอ่อนแอของเรา ชีวิตที่อยู่ภายใต้ความกดดัน การทดลอง และการต่อสู้กับความต้องการเนื้อหนังของตนเอง ขั้นตอนนี้จึงเป็นการที่เราจะได้อธิษฐานต่อพระเจ้า ขอความเมตตาต่อพระองค์ เราอาจอธิษฐานไปพร้อมกับการอ่านและการใคร่ครวญไปก็ได้ เราอาจอธิษฐานหลังจากเราใคร่ครวญหรือทําทุกอย่างเสร็จก็ได้ สิ่งที่สําคัญที่สุดของการอธิษฐานคือ ความจริงใจ ซึ่งหมายถึงการเปิดเผยความจริงในใจของเราออกมาต่อพระพักตร์พระเจ้า ไม่ต้องเสแสร้ง ไม่ต้องพยายามรักษาหน้าตา หรือใช้คําพูดสวยหรูก็ได้ แต่ต้องยอมรับต่อพระองค์ เช่น เรายังขาดความเข้าใจเรื่องพระเจ้า เรายังไม่สามารถทําในสิ่งที่พระองค์สอน เรายังอ่อนแอ เราขาดความ เชื่อ ยังทําผิดอยู่ เรามีเรื่องจะสารภาพ เราอยากทำตามที่พระองค์ตรัสแต่ขาดความกล้าหาฐ เรารู้สึกผิด เราต้องการผู้ช่วย เราแสวงหาคำตอบจากพระองค์ เป็นต้น เราพบคำอธิษฐานที่จริงใจเสมอในพระธรรมสดุดร ที่กล่าวถึงอารมณ์ ความรู้สึกจริงออกมาต่อพระพักตร์พระเจ้า คำอธิษฐานที่จริงใจนี้เองทำให้เรารับการชำระและมีชีวิตที่เปิดใจออกต่อพระพักตร์พระเจ้า

ขั้นตอนที่สี่คือ การดําเนินชีวิตอย่างเชื่อฟัง สิ่งที่เราควรตระหนักเสมอเมื่อเราอ่านพระคัมภีร์คือ การมาถึงการเปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างเป็นรูปธรรม การเปลี่ยนแปลงนี้อาจไม่ได้เป็นความกดดันที่ต้องถูกบังคับให้เปลี่ยน หรือเป็นภาระหนักที่เราต้องเปลี่ยนเพราะเกรงกลัวบทลงโทษ แต่ควรมาจากความเข้าใจพื้นฐานเรื่องพระคุณของพระเจ้าและการตอบสนองพระคุณ เหมือนลูกที่เข้าใจพระคุณพ่อแม่และอยากท่าสิ่งที่ให้พ่อแม่ชื่นใจ ภาคภูมิ เป็นเกียรติ การเปลี่ยนแปลง นี้มักไม่ได้เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ แต่มาจาก ความตั้งใจ การวางแผน การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต อาจหมายถึงการยอมปฏิเสธตนเอง การทําในสิ่งที่เราไม่ได้ชอบ แต่เรายอมทําเพราะรู้ว่าสิ่งนั้นนําสู่ผลดี หรือเป็นสิ่งที่พอพระทัยพระเจ้า หรืออาจหมายถึงเราตั้งใจไม่ทําสิ่งที่เราชอบทํา แต่ไม่ทําเพราะรู้ว่าสิ่งนั้นน่าสู่ผลร้ายหรือเป็นสิ่งที่พระเจ้าไม่พอพระทัย การเชื่อฟังนั้นอาจไม่สมบูรณ์ วันนี้เราวางแผนการปรับเปลี่ยนชีวิต พรุ่งนี้เราอาจล้มเหลว วันมะรืนนี้เราอาจหลงลืมถึงสิ่งที่เราได้เคยเรียนรู้ว่า ในด้านหนึ่งเราจึงอาจต้องหาเครื่องมือช่วย เช่น การจดบันทึก การหา พี่เลี้ยงช่วยย้ำเตือน เป็นต้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ขอให้เรามีเสรีภาพในพระเจ้า พึ่งพาพระองค์ พร้อมที่จะพัฒนาเสมอ แม้เรายังไม่สมบูรณ์ อาจต้องผ่านบทเรียนเดิมๆ ล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ขอให้เราจริงใจ และอยู่ในกระบวนการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดไปกับพระเจ้า

ทั้งหมดนี้ เราทั้งหลายล้วนต้องการพระคุณของพระเจ้า และความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระวจนะพระเจ้า โดยทั้งสองนี้ ขอพระเจ้าเมตตาช่วยให้เรามีชีวิตที่เติบโตฝ่ายวิญญาณด้วย กันอย่างมั่นคงและนําสู่พระพรไปด้วยกัน


1 Jame D.G. Dunn, Romans 9-16 (Dallas: Word Books, 1988), 713; อัครทูตเปาโลยังกล่าวในตอนอื่นๆ ด้วยว่า การเปลี่ยนแปลงชีวิตนี้เป็นผลมาจากพระตรีเอกานุภาพ เช่น จาก พระเจ้า (ฟป.2:13), จากพระคริสต์ (2คร.5:17), จากพระวิญญาณ บริสุทธิ์ (กท.5:22-23)

2 Michael J. Gorman and Patricia Fosaralli, “The Bible and Spirituality” in Scripture and Its Interpretation, ed. by Michael J. Gorman (Grand Rapids: Baker Academic, 2017), 314.

3 Sandra M. Schneiders ให้ความเห็นว่า การฟังพระคําที่นําสู่ การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องนําสู่ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงทุกด้าน ไม่ใช่เพียงบางด้าน เพราะอาจมีผู้เชื่อบางคนคิดว่าตน รับรู้บางด้าน ออกพระนามพระเจ้า แม้แต่การทําการอัศจรรย์ โดยพระนามพระองค์ แต่ก็ยังไม่ได้รับความรอด (มธ.7:21-23) ดู Sandra M. Schneiders, “Biblical Spirituality,” Interpretation 70 (2016): 425

4 พงษ์ศักดิ์ ลิ่มทองวิรัตน์, สารานุกรมคริสตศาสนศาสตร์ (กรุงเทพมหานคร: หน่วยงานคริสเตียนคึกษาและบรรณศาสตร์, 2014), 179.

5 ผมขอยืมคําเตือนของท่านยากอบที่มีต่อครูสอนพระคัมภีร์ กล่าวไว้ว่า “พี่น้องของข้าพเจ้า อย่าเป็นอาจารย์กันมากนักเลย เพราะท่านทั้งหลายก็รู้ว่าเราที่เป็นคนสอนนั้นจะต้องถูกพิพากษาที่เข้มงวดยิ่งขึ้น” (ยก.3:1)

7 Lamb, “Using the Bible devotionally for life,” 60.

8 Lamb, “Using the Bible devotionally for life,” 61.

9 Sandra M. Schneides เปรียบเทียบการอ่านพระคัมภีร์กับการฟังดนตรีว่า จําเป็นที่ผู้ฟังดนตรี (เหมือนผู้อ่านหรือฟังพระวจนะ) จะเข้าถึงอรรถรสของผู้ประพันธ์หรือผู้เล่นที่สรรสร้างผลงานได้อย่างน่าฟังดนตรี (เหมือนพระวจนะ) ไม่ได้มีไว้เพื่อทําการศึกษาหรือวิเคราะห์ เป็นหลัก ดู Schneiders, “Biblical Spirituality,” 421-422.

10 หนังสือในพระคัมภีร์ประกอบด้วยวรรณกรรมที่หลากหลาย เช่น วรรณกรรมเรื่องเล่า (เช่น ปฐมกาล, มัทธิว, กิจการ), วรรณกรรม จดหมายฝาก (เช่น โรม, 1 โครินธ์, ยากอบ), บทกวีฮีบรู (เช่น สดุดี, บทเพลงซาโลมอน), วรรณกรรมปัญญา (เช่น โยบ, สุภาษิต), วรรณกรรมเผยพระวจนะ (เช่น อิสยาห์, เยเรมีย์), และวรรณกรรม วิวรณ์ธรรม (เช่น ดาเนียล 7-12, วิวรณ์) ด้วยเนื้อที่ที่จํากัด เราไม่มีโอกาสขยายความเรื่องวรรณกรรมเหล่านี้ในโอกาสนี้


บรรณานุกรม

  • Casey, Michael. “The Practice of lectio divina. Cistercian Studies Quarterly 31 (1996): 459-476.
  • Dunn, James D.G. Romans 9-16. Word Biblical Commentary volume 39B. Dallas, Texas: Word Books Publisher, 1988.
  • Gorman, Michael J. “Protestant Biblical Interpretation” Pages 220-239 in Scripture and Its Interpretation: A Global, Ecumenical Introduction to the Bible. Edited by Michael J. Gorman. Grand Rapids: Baker Academic: 2017.
  • Hays, Richard B. “Salvation by Trust? Reading the Bible Faithfully.” The Christian Century 114 (1997): 218-223.
  • Schneiders, Sandra M. “Biblical Spirituality. Interpretation 70 (2016): 417-430.
  • Lamb, Jonathan. Using the Bible devotionally for life” Pages 57-70 in Understanding and Using the Bible. Edited by Wright, Christopher J. H. and Jonathan Lamb (2009). London: SPCK, 2009.
  • พงษ์ศักดิ์ ลิ่มทองวิรัตน์, สารานุกรมคริสตศาสนศาสตร์, กรุงเทพมหานคร: หน่วยงานคริสเตียนศึกษาและบรรณศาสตร์, 2014.